... สัจธรรม สัจธาร ...

Posted On 2010-05-08 11:01:41 in เรื่องทั่วๆ ไป

          ... ในน้ำมีปลา  ในอุรามีเธอ ...

 

          พร่ำเพ้อละเมอใจอยู่ครู่ใหญ่ใกล้ธารน้ำ  ฟังเสียงร่ำเพลงจากกระแสใสเพียงเบา  เคล้าคำรำพันผ่านทิวไม้ต้องลม  ผสมเสียงนกกระแตแต้แว้ดที่แผดสำเนียงอยู่ริมฝั่งข้างพงหญ้า   ใต้ธาราใสที่ไหลเอื่อย เต็มไปด้วยลูกปลาซิวปลาสร้อยเกาะกลุ่มทยอยว่ายเล่นทวนน้ำตามโขดหินน้อยใหญ่   ยิ่งยืนดูยืนฟัง  ยิ่งรู้สึกเพลินหูเพลินตาและเพลินอารมณ์

 

          "เห็นว่านายช่างชอบกินเลยเก็บไว้ให้ ใบอ่อนกำลังดีเชียว"  หนุ่มใหญ่กายกำยำเดินมาพร้อมวาจาแห่งน้ำใจ  ถุงหิ้วใบใหญ่ที่ถือมามีผักเหลียงใบอ่อนยอดอิ่มอยู่ไม่ต่ำกว่าสี่ห้ากำเห็นจะได้   แกมักจะเก็บผักตักปลาในสวนไว้ให้ทุกครั้งที่มาซ่อมคอมฯ ให้ที่บ้าน

 

          "ขอบคุณมาก ๆ ครับ"   ไหว้ขอบคุณ และรับของฝากจากบ้านสวน  พลันให้คิดไปถึงข้าวร้อน ๆ ซักจานกับอาหารมื้อเย็น "กำลังอยากกินผักเหลียงผัดไข่อยู่พอดี"

 

          "น่าจะมีน้ำพริกกะปิซักถ้วยด้วยนะนายช่าง" แกแนะนำด้วยถ้อยคำปนยิ้ม  มือหนึ่ีงพลางกระพือเสื้อยืดคลายร้อนที่หน้าอก  แล้วนั่งยองลงริมธาร วักน้ำล้างหน้าปะพรมตามต้นคอและท่อนแขนจนชื่นกาย  สองมือใหญ่หนาประกบเป็นอุ้งมือแทนขัน  ตักน้ำใสในธารสวยขึ้นดื่มพอดัีบกระหาย

 

          "น้ำใสสะอาดดีจัง   อย่างนี้ใช้ดื่มใช้อาบกันได้สบายเลยนะครับ"  วางถุงผักเหลียงไว้บนโขดหินริมธาร แล้ววักน้ำขึ้นมาล้างหน้าบ้าง

 

          "มันก็ไม่ได้ใสสะอาดถึงขนาดบริสุทธิ์ดุจน้ำค้างบนยอดหญ้าหรอกนะ  ดูสิ.. ไหนจะเศษใบไม้ใบหญ้าที่ลอยมาปนเปื้อน"  แกยกแขนเสื้อเช็ดหน้าพอซับน้ำ ก่อนพูดต่อ  "แ่ต่ที่เรายังใ้ช้ดื่มใช้อาบกันได้เนี่ย  ก็เพราะน้ำดีมันมีมากกว่าน้ำเสีย"

 

          ฟังถ้อยคำ  มองธารน้ำ  ทำให้คิด...

 

          ชีวิตที่ไหลผ่านเวลา คงไม่ต่างจากธาราน้ำใส   แม้แต่ความคิดจิตใจที่คิดว่าบริสุทธิ์ ก็ยังปนเปื้อนกิเลส ได้ในบางครั้งบางครา  แค่เพียงรู้จักคิดดีให้มาก  ย่อมยากที่กิเลสอันน้อยนิดจะทำให้ชีวิตสกปรก

 

          ... ธารน้ำพริ้ว ผ่านป่า ที่ว่าใส                    ยังมีใบ เศษไม้หล่น ปนกระแส ...

 

          ... ธารชีิวิต ผ่านเวลา พาปรวนแปร            คงมีแน่ กิเลสปน ระคนมา ...

 

          ... ธารน้ำยัง ฉ่ำใจ ใช้ดื่มอาบ                    ตลอดตราบ น้ำดี มีมากกว่า ...

 

          ... ธารชีวี จะสดใส คล้ายธารา                  ตราบใดถ้า ความคิดดี มีมากพอ ...

 

 

 

          หนุ่มใหญ่ใจดีขอตัวไปเก็บผักเหลียงต่อในสวน  ร่ำลากันเรียบร้อยแล้วจึงนั่งลงวักน้ำล้างอีกครั้ืง  มะค่าโมงยืนต้นกว่าสองคนโอบ  แผ่กิ่งใบสะท้อนผิวน้ำเป็นเงากระเพื่อมไหว  ดูกลมกลืนกับเงาสะท้อนหน้าใสคล้ายอนันดา  ที่พริ้วอยู่บนผิวธาราในเวลาก้ิมมอง

 

          "ลงไปอาบเลยสิคะพี่  น้ำเย็นดีนะ"

 

          พลันลุกขึ้นยืนเหลียวหลังไปทางเสียง   ยินสำเนียงสาวร่างน้อยคล้อยมาใกล้   นุ่งผ้าถุงกระโจมอกสะทกใจ   ดอกลายไทยสีน้ำตาลหวานเสียจริง   ถือตะกร้าผ้าเสื้อเพื่อมาซัก   อยากถามนักพี่ช่วยซักสักพักไหม   แม้นเสร็จจากซักเสื้อผ้า ณ บัดใด   จะซักไซ้ให้รักข้า ณ บัดดล

 

          "อยากจะลงไปอาบเหมือนกันครับ  แต่ไม่กล้า"  

 

          "น้ำไม่ลึกหรอกค่ะ  ไม่ต้องกลัวจม"  

 

          "ไม่ได้กลัวจมน้ำครับ   แต่กลัวจมลงไปในห้วงรัก"

  

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

          ฝากหนังสือไว้ซักเล่มนะครับ  กับเรื่องราวของหนุ่มช่างคอมฯ อารมณ์สุนทรี  เรื่องราวดี ๆ ที่จะทำให้คุณมีรอยยิ้ม  และเรื่องราวกรุ้มกริ่มจากมุกจีบสาว ที่จะพาคุณก้าวเข้าไปในอารมณ์ "เขิน"

                                         

          “ว่ากันว่าคารมเป็นต่อ รูปหล่อเป็นรอง เห็นทีจะเป็นจริงก็หนนี้” เมื่อหนุ่มช่างคอมฯ อารมณ์ดีอาศัย คารม”  แบบจั๊กจี้ มาขยี้หัวใจสาวๆ ด้วย มุก” อันแพรวพราวแบบไม่เกรงใจคนอ่าน ลองเปิดดูสักตั้ง แล้วคุณจะมีอารมณ์แบบว่า หืมมม กล้าเล่นเนอะ

          วางจำหน่าย 11 พฤษภาคม นี้  ที่ซีเอ็ดบุ๊ค  B2S  ร้านนายอินทร์  หรือคลิกที่รูปเพื่อสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ครับ

Tag : ข้อ คิด, ชีวิต, มอง โลกในแง่ดี, มี สุข, มุข จีบสาว, หนังสือ, เขิน

... โอ่งน้ำ และคำสอน ...

Posted On 2010-03-23 01:30:36 in เรื่องทั่วๆ ไป

          ... บัวน้อยลอยชูช่อ  เฝ้ารอรัก ...

           กิ่งไม้ใหญ่หักพาดยอดทอดอยู่รึมบึง  แมลงปอปีกแดงพักกายแน่นิ่งอยู่บนกิ่งที่ยังไม่จม  ผิวน้ำกระเพื่อมเล็กน้อยตามแรงไหวของปลายกิ่ง   หญิงชราสวมหมวกสานใบลานนั่งอยู่ริมบึง มือหนึ่งยึดกิ่งไม้ไว้มั่้น  มือหนึ่งนั้นเอื้อมเด็ดบัวดอกตูมเพื่อเตรียมไว้ใส่บาตรพระในเช้านี้

           "ดูป้าแกแข็งแรงดีนะครับ"  กลับจากส่งคอมฯ ที่โรงเรียนเอามาซ่อมไว้  เห็นว่าบรรยากาศดี  เลยแวะนั่งคุยกับลุงนักการฯ ที่บ้าน    นอกชานมีไม้กระดานวางพาดบนขอนท่อนสั้นไว้เป็นที่นั่งสนทนา  พร้อมแก้วกาแฟและกาน้ำที่แกเตรียมไว้ต้อนรับผู้มาเยือนในทุกเช้า

            "โอ้ย..  ไม่ต้องเป็นห่วงเค้าหรอกขานั้นน่ะ  เรี่ยวแรงยิ่งกว่าสาว ๆ  นี่ก็เห็นว่าหลานจะพาไปเที่ยวสุพรรณฯ สองสามวันแน่ะ"  แกพูดยิ้ม ๆ  แล้วหยิบแก้วกาแฟมาเติมน้ำร้อนจากกาที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ  ก่อนตะโกนขึ้ันไปบนเรือน  "อีหนูเอ๊ย..  เดี๋ยวลงมาตักน้ำในบ่อใส่โอ่งหน้าเรือนให้ลุงด้วย"

            "ได้ลูกหลานดี ๆ  คนแก่คนเฒ่าก็พลอยสบายไปด้วยนะลุง" ชวนแกคุยต่อ  เมื่อเห็นว่าแกเสร็จธุระจากเสียงตะโกนเมื่อซักครู่

            "ก็มีแต่หลานสาวคนนี่ล่ะที่พึ่งพาได้  ส่วนไอ้หลานชายอีกคนน่ะ สั่งสอนอะไรมันก็ไม่เคยฟัง  ก็เลยต้องปล่อยมันไปตามกรรมที่มันต้องรับและเรียนรู้เอาเอง"  คุณลุงเล่าอย่างปลง ๆ แต่ยังคงยิ้มอย่างปกติ

            "แล้วไม่มีทางที่จะสั่งจะสอนบ้างเลยเหรอครับ" 

            "นายช่าง...  เห็นโอ่งน้ำหน้าเรือนนั่นมั้ย  นายช่างว่าเราจะเติมน้ำลงไปได้มั้ย"

            "ได้สิครับ  ทำไมจะไม่ไ้ด้"

            "ลองดูให้ดีสิ...  โอ่งนั่นมันปิดฝาไว้  แล้วจะเติมน้ำลงไปได้ยังไงกันล่ะ"

            นิ่งงันพลันคิด   เราจะสั่งสอนเค้าได้ยังไง  ถ้าเค้ายังไม่เปิดใจรับฟัง

 

            ... คิดถึงคำ พระพุทธา ท่านว่าไว้                 บัวอยู่ใต้ นที มิควรพร่ำ ...

            ...โอ่งดินปิด ฝาไว้ ให้ควรจำ                      จะเติมน้ำ เพียงนิด อย่าคิดเลย ...

            ... ดั่งใจคน มืดมิด เพราะปิดไว้                   ต่อให้ใคร ชี้นำ ก็ทำเฉย ...

            ... จึงไร้ค่า จะสอนสั่ง อย่างเปรียบเปรย        หากมิเคย เปิดใจ ไว้รับฟัง ...

 

             "พระจะมาแล้วนะลุง  ป้ายังไม่เสร็จอีกเหรอ"  หลานสาวคนงามเดินมาตามป้าที่หน้าเรือน  ดินสะเืทือนใจสะ้ท้านครั้นเห็นหน้า  ความสวยนี้น้องได้แต่ใดมา  คงเป็นเทพธิดาประทานพร  อรชรอ้อนใจกระไรนี่  ถ้อยวจีโรยรินกลิ่นเกสร  หัวใจพี่โบยบินไปคล้ายภมร  โอ้บังอรพี่ถวิลกลิ่นหัวใจ

             "งั้นแกนั่งคุยกับพี่เค้าพลาง  เดี๋ยวลุงจะไปช่วยป้าแกเก็บดอกบัว"  พูดจบ คุณลุงก็เดินจากไป  ทิ้งหลานสาวไว้  กับผู้ชายที่น่าไว้ใจที่สุดในโลก

             "เห็นลุงบอกว่าน้องจะพาป้าไปเที่ยวสุพรรณฯ เหรอ"

             "ค่ะ..  คงไปซักสองสามวัน"

             "แล้วน้องผ่านเมืองกาญจน์รึปล่าว"

             "ก็ว่าจะแวะพาป้าไปเที่ยวน้ำตกไทรโยกด้วยค่ะ"

             "งั้นตอนขับผ่านเมืองกาญจน์  น้องคิดถึงพี่ด้วยนะ"

             "ทำไมคะ"

             "ก็น้องจะได้คิดถึงพี่ตลอดกาล(กาญจน์) ยังไงครับ"

 

 

Tag : ข้อ คิด, ชีวิต, มอง โลกในแง่ดี, มี สุข, มุข จีบสาว

... กาแฟดำ และคำคน ...

Posted On 2010-03-18 19:11:49 in เรื่องทั่วๆ ไป

          ... ยิ่งตื่นเช้าเท่าไหร่  ก็ยิ่งได้กำไรเวลา ...

          หลายวันมานี้ตื่นเช้ากว่าปกติ  ด้วยเหตุที่ช่วงเวลาแห่งอรุณรุ่งสั้นลงกว่าที่เคย  และแสงแดดก็เผยความร้อนจากฟ้าเร็วกว่าที่คิด    การได้ตื่นขึ้นมาเก็บเกี่ยวกำรี้กำไรในหมู่หมอกและระลอกสายลม  จึงมีความคุ้มค่ายิ่งนัก

          กลิ่นกรุ่นกาแฟช้อนครึ่ง น้ำตาลครึ่้งช้อน และน้ำร้อนครึ่งแก้ว  ช่วยเติมเต็มความสุนทรีได้เป็นอย่างดี   เช่นเดียวกับกล้วยไม้โกมาซุมดอกขาวนวลในกระถางดินที่แขวนอยู่ตรงชายคา  ที่ช่วยแต้มสีสันให้ฉากเช้าในวันนี้เป็นที่น่าชื่นชม

          "มันก็ว่าเค้าไปทั่วหล่ะ  อย่าไปสนใจมันเลย"   ป้าร้านปุ๋ยเดินถือไม้กวาดออกมาหน้าร้าน ขณะคุยกับใครบางคนที่อยู่ข้างใน

          "บ่นอะไรตั้งแต่เช้าเลยป้า"  แทบทุกเช้าจะต้องได้ทักทายกับป้า้้ร้านปุ๋ยเป็นคนแรก  เช้านี้ก็เช่นกัน

          "อ๋อ..  ไม่มีอะไรหรอก"  และอีกเช่นกัน ที่แกจะหันมายิ้มแย้มทักทายในทุกเช้า  "หลานป้าน่ะ  มันโมโหแม่ค้าข้าวแกงในตลาด  ที่่ชอบเอามันไปนินทาเสีย ๆ หาย ๆ "  แกขยายความให้ฟัง

          "มันก็น่าโมโหอยู่นะครับ" จิบกาแฟในแก้ว  แล้วเดินไปคุยกับแก

          "จะโมโหไปทำไมล่ะ  ถ้าเราไม่ได้เป็นอย่างที่เค้าพูด"  แกกวาดขยะไปพลาง และพูดอย่างใจเย็น  "นายช่างลองมองลงไปในแ้ก้วกาแฟนะ  ดูิซิว่าเห็นอะไรบ้าง"

          "เอ่อ..  เห็นหน้าอนันดา  เอ๊ย..  เห็นเงาหน้าตัวเองครับ"

          "หน้าสีอะไร"

          "สีดำครับ"

          "แล้วหน้านายช่างสีดำมั้ยล่ะ"

          "ไม่นี่ครับ  ออกจะขาวใส ไร้เดียงสา"

          "นั่นไงล่ะ..  กาแฟต่างหากที่สีดำ  หน้าเราดำซะที่ไหน"   พูดจบ  แกก็วางไม้กวาดไว้มุมประตูเหล็ก  ทิ้งไว้เพียงข้อครุ่นคิดให้พินิจอยู่ลำพัง

          ...  มองกาแฟ ในแก้ว แล้วจึงรู้                     มีเงาอยู่ ภายใน ให้มองเห็น ...

          ... เงาหน้าดำ คร่ำคร่า กว่าที่เป็น                จึงรู้เช่น ว่าสิ่งนั้น มันไม่จริง ...

          ... ดั่งคำคน นินทา หรือว่าร้าย                    คงเป็นคล้าย น้ำกาแฟ แต่ดำิยิ่ง ...

          ... สะท้อนเงา อย่างไร อย่าได้อิง                เพราะสิ่งที่ มืดดำ คือคำคน ...

 

          "มาฟังป้าแกเทศน์ตั้งแต่เช้าเลยนะพี่"   หลานสาวของป้าเดินยิ้มออกมา พร้อมวาจาหยอกเย้าในเช้าวันใหม่  ปะแป้งขาวหน้านวลหอมยวนใจ   อยากจะกลายเป็นแป้งฝุ่นกรุ่นแก้มเธอ

          "ป้าแกก็แค่สอนลูกสอนหลานน่ะ" ตอบเธอไป ทั้งที่ยังเคลิ้มในกลิ่นหอม

          "หวังว่าพี่คงไม่ชอบใส่ร้ายป้ายสีใครนะคะ" 

          "น้องครับ..  อย่างพี่น่ะ  ไม่คิดใส่ร้ายป้ายสีใครแน่

           ถ้าจะมีก็แต่  ใส่ร้าย.. ป้ายรัก.."

 

Tag : ข้อ คิด, ชีวิต, มอง โลกในแง่ดี, มี สุข, มุข จีบสาว

... ตะกร้อหวาย ...

Posted On 2010-03-01 17:30:50 in เรื่องทั่วๆ ไป

           ... ทุกเมื่อ  เชื่อเย็น ...

          เป็นเวลาเดียวที่พอจะมีลมโบยโชยพัด  มาให้ได้กระชุ่มกระชื่นระรื่นใจ   หลังจากร้อนจัดแดนจ้ามาตลอดทั้งวัน    ทำเอาไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ล้วนจับไข้กันไปถ้วนทั่ว  

          ในช่วงแดดร่มลมพัดเช่นนี้  ภาพดี ๆ เดิม ๆ จะเริ่มก่อร่างสร้างองค์ประกอบอยู่เบื้องหน้า  ตรงลานดินข้างลานเทปาล์ม   คนงานหลายคนเก็บเครื่องไม้เครื่องมือลงจากรถบรรทุก  ชาวมอญร่างสูงแบกเหล็กเคียวตัดทะลายปามด้ามยาวไปไว้ในโรงเก็บของ  สาวอีสานสองคนช่วยขนกระติกน้ำแข็งใบใหญ่และกระสอบปุ๋ยกลับเข้าบ้านพัก  ส่วนหนุ่ม ๆ ที่เก็บของเสร็จก่อนหน้านี้แล้ว   เดินไปรวมกันที่ลานดิน ช่วยกันขึงตาข่ายที่ทำขึ้นจากแหขาด ๆ  ผูกติดกับเสาไม้ไผ่สองข้าง  เตรียมแบ่งฝั่งแบ่งฝ่ายกันเล่นตะกร้อ

          นั่งพิงพนักเก้าอี้ไม้อยู่หน้า้ร้าน  บั่นทอนความเหงาด้วยภาพอารมณ์ระรื่นของผู้คนรอบข้าง  มองข้ามฟากถนนเห็นการแบ่งฝั่งเล่นตะกร้อกำัลังเริ่ม   ทั้งคนใต้  คนอีสาน  ชาวพม่า หรือว่าชาวมอญ ที่พลัดบ้านกันมาหากินแสนไกล  ร่วมความสนุกและผูกสัมพันธ์กันด้วยกีฬาตะกร้อ  มีบ้างบางครั้ืงที่ขัดแย้งในการแข่งขัน   แต่นั่นก็เป็นการขัดกันในกติกา ใช่ว่าไร้กฎเกณฑ์

          "นายช่าง!!!   ช่วยเก็บให้หน่อย"   ใครคนหนึ่งในวงตะกร้อตะโกนตามหลังลูกตะกร้อหวายที่กลิ้งกระดอนข้ามถนนมาหล่น อยู่หน้าร้าน

          "ได้เลย.. ได้!!"  ลุกไปหยิบตะกร้อหวายไว้ในมือ    ลองบีบดูแรง ๆ เพื่อทดสอบความแกร่งของลูกกลม ๆ ที่สานขัดกันด้วยหวายเส้นเล็ก ๆ  อย่างถูกหลักและเป็นระเบียบ    รู้สึกนึกยิ้มทั้งในใจและใบหน้า  ก่อนโยนตะกร้อหวายข้ามถนนกลับไปให้คนงานไ้ด้เล่นกันต่อ  

          วางตัวลงช้า ๆ บนเก้าอี้ตัวเดิม   เคลิ้มคิดถึงตะกร้อหวายที่สานขัดตามแบบอย่างเป็นระเบียบ จึงได้แ่น่นกระชับจับโยนอย่างไรก็ไม่มีทางแตกแยก  

 

          ซึ่งผิดแผกจากคนเรา ที่ขัดกันอย่างไร้หลักการและกฏเกณฑ์

          ... ตะกร้อหวาย สานขัดกัน มันจึงแน่น         ยากจะแบน บี้แยก แตกสลาย ...

          ... เพราะขัดกัน ตามแบบ อย่างแยบคาย      ใช่วุ่นวาย เพียงขัดไป อย่างใจเย็น ...

          ... ต่างคนเรา ที่เอา แต่ขัดแ้ย้ง                   ต่างแสดง ไร้ระเบียบ เปรียบให้เห็น ...

          ... ใช้อารมณ์ ขัดใจ ไร้กฎเกณฑ์                 หากขัดเป็น อย่างตะกร้อ ก็คงดี ...

 

          ขณะที่ดูคนงานแข่งตะกร้อกันอย่างมีลุ้น   พลันได้กรุ่นสตรีเข้ามาใกล้...

          "หายไปไหนซะหลายวันคะพี่"  คำถามทักทายลอยมาจากร้านขายยาข้างตลาดนัด  

          "อ๋อ.. ไม่ค่อยสบายน่ะ  ก็เลยปิดร้านนอนพักผ่อน"  ตอบพลางหันมองไปตามเสียงสำเนียงใส   นึกว่าใคร เภสัชกรสาว เจ้าของเสียง   เดินมาทัก ยักย้ายร่าง อย่างอายเอียง   ทำพี่เพลี่ยง พร้ำใจ ไข้ขึ้นพลัน

          "งั้นก็พักผ่อนเยอะ ๆ นะคะ  แล้วอย่าลืมทานยาตามที่หมอสั่งล่ะ"  เธอส่งผ่านความห่วงใยผ่านวาจาและสายตาแสนหวาน

          "ครับ..  นี่ก็กำลังจะกินยาอยู่" บอกเธอพร้อมหยิบซองยาออกจากถุง

          "งั้นไม่รบกวนละ  พักผ่อนเถอะค่ะ"

          "เดี๋ยวสิครับ  ช่วยหันมาสบตาผมอีกซักครั้งไ้ด้มั้ย"

          "ทำไมละคะ"

          "ผมเห็นที่สลากยาเค้าเขียนไว้ว่า  ให้ทานครั้งละ  1 เม็ด  3 เวลา

           หลัง สบตาคนน่ารัก..."

Tag : ข้อ คิด, ชีวิต, มอง โลกในแง่ดี, มี สุข, มุข จีบสาว

... บันได ...

Posted On 2010-02-11 14:25:47 in เรื่องทั่วๆ ไป

          ... เย็นย่ำ  ฮัมเพลงรัก ...

          กวักน้ำจากก๊อกหน้าร้านชำที่อยู่ติดกันมาล้างหน้าพอกระชุ่ม   ฮัมเพลงนุ่ม ๆ คลอไปกับวิทยุออนไลน์ที่เปิดไว้ในคอมฯ หน้าร้าน    ท่วงทำนองไพเราะผสมกับใจความสุดซึ้งซึมเข้าสู่อนูหัวใจทีละน้อย   กระทั่งเนื้อเพลงท่อนที่ร้องได้ผ่านพ้น  จึงสูดลมหายใจรับเอาอากาศยามเย็นและบทเพลงที่เหลือเข้าไปจนสุดอารมณ์

          “บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าขึ้นไป!    พูดไม่รู้จักฟัง”  

          ห้วงสุนทรีแห่งดนตรีสะดุดลงชั่วขณะหนึ่ง   เสียงเจ๊ขายดอกไม้ในตลาดนัดตวาดลูกชายวัยซน ซึ่งกำลังห้อยโหนบนต้นมะม่วงใหญ่ที่มีบันไดพาดอยู่    วันนี้ไม่ใช่วันนัด  ตลาดดูโล่งกว้างไร้ผู้คน  แกรีบขนตะกร้าขึ้นหลังรถกระบะตอนเีดียวเตรียมไว้เพื่อจะไปรับดอกไม้ในเมือง ตอนเช้าตรู

           “ทั้งซน ทั้งดื้อ   นี่ถ้าตกลงมาขาแข้งหักจะทำไง”  แกทิ้งตะกร้าเรี่ยราดบนแผง   เดินก่นด่ามาใต้ต้นมะม่วงด้วยสีหน้าโกรธจัด    "พูดไม่ฟังก็อยู่มันบนนั้นแหละ  ไม่ต้องกลับบ้าน"  สิ้นคำก่นด่ามือก็คว้าบันไดผลักให้ล้มลงกับพื้นแล้วเิดินจากแบบไม่อยาก เหลียวหลัง

           ความเงียบงันพลันปกคลุม  เพลงนุ่ม ๆ เิริ่มจางหายจากภวังค์    ฝากร้านคอมฯ ไว้กับคุณน้าร้านชำก่อนเดินไปใต้ต้นไม้   เห็นเด็กน้อยละห้อยตาตามผู้เป็นแม่ที่เดินกลับไปเก็บตะกร้าขึ้นรถ    น้ำน้อย ๆ ค่้อยซึมทีละนิดออกจากตา   ทีท่าอยากลงเต็มประดา  ทว่าบันไดไม่มี แล้วทีนี้จะลงยังไง

          มองอยู่ครู่หนึ่ง..   นี่ถ้าเด็กปีนตกลงมา  เด็กก็เจ็บกาย  เจ๊แกก็คงเสียใจ   ทั้งที่เด็กทำไปก็แค่ทำผิดคิดซน  ซึ่งทุกคนล้วนเคยมี   คิดได้ดังนี้ จึงยกบันไดแ่ห่งโอกาสขึ้นพาดพิงไว้ให้เด็กน้อยปีนลงมา

          ... ความผิดพลั้ง พลาดไป ใครก็เกิด             บ้างเลยเถิด เกิดผล จนเสียหาย ...

          ... หากไร้ซึ้ง โอกาสปรับ กลับใจกาย            โลกคงไร้ คนผิด คิดกลับตน ...

          ... ความผิดพลาด พลั้งเผลอ เธอหรือฉัน      ไม่ต่างกัน ล้วนคาดหวัง สักครั้งหน ...

          ... ได้แก้ไข ที่ผิดไป ในบัดดล                     เพียงมีคน ให้โอกาส พาดพิงใจ ...

 

          "พี่คะ..   ซื้อแผ่นซีดีหน่อยค่ะ"   แว่วสำเนียงเอียงหูก็รู้รัก  ยิ่งประจักษ์เมื่อเหลีียวหลังพลางได้เห็น  นักศึกษาผมยาวขาวนวลเพ็ญ  คิดว่าเป็นนางฟ้ามาทักทาย

          "ขอโทษทีครับ  พอดีพี่มายกบันไดให้เด็กน่ะ  รอนานรึยังเนี่ย"  ขอโทษขอโพยเธอ แล้วเดินเคียงข้างเธอมาหน้าร้าน

          "หนูเห็นแล้วล่ะ  เมื่อครู่หนูก็ยืนดูอยู่    ว่าแต่เจ๊กับลูกแกก็น่าสงสารนะ  อยู่ักันแค่สองคนแม่ลูก"  เธอร่ายเรื่องชีวิตแสนเศร้าของเจ๊ขายผลไม้ให้ฟังตลอดทาง

          "เฮ้อ.. น่าสงสารจัง  ฟังน้องเล่าแล้วพี่อยากจะร้อง"

          "อยากจะร้องเลยเหรอพี่"

          "ครับ..  อยากจะร้องนัก.. อยากจะรักน้อง"

Tag : บันได

... ใบไม้แห้ง ...

Posted On 2010-02-08 17:40:56 in เรื่องทั่วๆ ไป

           ... ตะวันดวงน้อยคล้อยต่ำ ...

          แสงแดดอ่อน ๆ ง้องอนขอบฟ้าในยามเย็น  สายลมแผ่วบางกระเซ้าเย้าเล่นกิ่งใบไม้ใหญ่ริมทาง  บ้างโบยกิ่งพริ้วไสว   บ้างปลิดปลิวดอกใบให้ลอยล่อง  จนสองข้างทางดูราวถูกจัดวางด้วยจินตนาการอันสุดพินิจจากจิตรกร

          รถเข็นน้ำแข็งใสค่อย ๆ เคลื่อนไปบนทางขรุขระ  ด้วยแรงของชายชราผมขาวมากกว่าดำผิวคล้ำผอม  ถึงใต้ต้นหูกวางใบหนาทึบจึงหยุดพักใต้เงาร่ม   แขนเสื้อเชิ้ตคร่ำคร่าที่พับไว้แค่ข้อมือทำหน้าที่ซับเหงืออีกครั้ง  ลมละเลียดสัมผัสร่างเปื้อนเปราะ  ประหนึ่งกล่าวคำต้อนรับเพื่อให้ผู้แวะเยือนได้พำนักพักร้อน

          “เป็นไงลุง..  ยืนยิ้มเชียว  ขายดีสิท่า”  จอดมอเตอร์ไซต์ใต้ต้นหูกวางข้างรถเ็ข็นของชายชรา  พร้อมวาจาทักทายอย่างคุ้นเคย

          "แล้วจะไปซ่อมคอมฯ ที่ไหนอีกน่ะ"  แกไม่ตอบคำที่ถาม  แต่กลับย้อนถามเพื่อหาคำตอบ

          "ในซอยนี่ล่ะลุง   ว่าแต่ลุงเถอะ ยืนดูอะไรอยู่"

          "ยืนดูใบไม้ร่วง"  แกตอบด้วยรอยยิ้มนิ่มนิ่งรับลม  สายตาย่นย่อแหงนชื่นชมใบไม้ร่วงใบแล้วใบเล่า  คล้ายว่ากำลังใช้ความคิดในจิตสำนึำก  "ถึงใบจะแห้งตายจนร่วงลงดิน  มันก็ยังคงเป็นปุ๋ยที่ดี   ยังงี้สิ  เรียกว่าตายไปก็ไม่ไร้ค่้า"  ชายชราอารัมภบทขึ้นอย่างมีข้อครุ่นคิด 

          ครวญดูจึงรู้ว่ามิผิดดังคำพร่ำของชายผู้กรำโลก...

          ... ใบไม้ร่วง เหี่ยวตาย ใต้โคนต้น              ทับถมจน เป็นปุ๋ยได้ มิไร้ค่า ... 

          ... หนึ่งชีวิต ล่วงไป วัยชรา                       ควรมีค่า อันใด ใ้ห้ชื่นชม ...

          ... ใบไม้ร่วง โรยรา พาใจครุ่น                    ควรก่อคุณ ความดีไว้ ให้เหมาะสม ...

          ... ตราบแก่เฒ่า เก่ากาล หรือนานนม          เมื่อสิ้นลม จักมิอาย ใบไม้โรย ...

 

          "ลุงจ๋า..  หมดรึยัง"  เสียงหวานกังวาลใจถามถึงน้ำแข็งใสของชายชรา   จักรยานสีชมพูเลี้ยวเข้ามาจอดช้า ๆ หน้ารถเข็น  ชิห์สุขนน้ำตาลขาวหูดำในตะกร้าหน้าหันมาทำตากลม   แต่สาวน้อยเอวกลมยังไม่ยอมหันมาสบตา

          "ไม่มีน้ำแข็งแล้วล่ะหนู" ชายชราตอบ  ขณะเข็นรถเอื่อยออกไป 

          "ว้า.. เสียดายจัง  อากาศร้อนแบบนี้คงละลายหมดแล้วสิคะ" เธอพึมพำตามหลัง  พลางหันมาสบตาเป็นคราแรก

          "พี่ว่าน้ำแข็งเพิ่งละลายตอนที่น้องมานี่แหละ"

          "ทำไมคะ"

          "โธ่น้อง..  อย่าว่าแต่น้ำแข็งก้อนใหญ่ ๆ 

            ขนาดหัวใจดวงน้อย ๆ ของพี่  ยังละลายทันทีที่เห็นหน้าน้อง"

Tag : ข้อ คิด, ชีวิต, มอง โลกในแง่ดี, มี สุข, มุข จีบสาว

... ไม้ขีดไฟ ที่ปลายนิ้ว ...

Posted On 2010-02-05 14:25:59 in เรื่องทั่วๆ ไป

          ... ดาวเรือง  เหลืองอร่าม ...

          ยืนต้นสูงเทียมเอว  เป็นแนวเขตกั้นระหว่างคูน้ำริมทางกับลานหน้าเรือนของลุงกำนัน  หลานชายก่อนวัยเรียนวิ่งเล่นอยู่ริมรั้วดาวเรือง  ในมือกำไม้ไผ่เหลายาวเกือบวา ผูกปลายด้วยถุงพลาสติกเปิดปากกว้างพอที่จะครอบผีเสื้อปีกสวยไว้ในถุง   

          ถัดไปใต้ถุนเรือน  ลุงกำนันนั่งห้อยขาไขว้ไกวเปลญวนที่ผูกติดอยู่กับเสาเรือนขนาดใหญ่   มือกร้านกล้าจุดก้านไม้ขีดไฟเผาปลายมวนยาสูบที่คาบอยู่

          "ขอบใจนะนายช่าง  อุตส่่าห์เอามาส่งให้ถึงที่"  แกพูดถึงคอมพิวเตอร์ที่สั่งไว้ให้หลานชายคนโปรด

          "ไม่เป็นไรหรอกลุง  ก็ตั้งใจว่าจะแวะมานั่งคุยด้วยอยู่แล้ว"  

          คุยสัพเพเหระกันอยู่ครู่หนึ่ง  ปลายมวนยาสูบเริ่มมอด  ไม้ขีดไฟอีกก้านถูกหยิบขึ้นมา  ทว่ายังไม่ทันจะไ้ด้จุดก็ต้องหยุดค้างไว้  เมื่อได้ยินเสียงเอะอะมาจากหน้าเรือน

          "โว้ย!   จับไม่ได้ซักตัวเลย  โมโหแล้วนะ"   เสียงหลานชายคนโปรดโวยวายโหวกเหวกใส่ผีเสื้อที่บินหนี  ไม้ไผ่ในมือถูกเหวี่ยงฟัดจนกระจัดกระจายทั้งดอกไม้และผีเสื้อ

          "อ้าวเฮ้ย..  เดี๋ยวดอกไม้ก็ตายหมดหรอก"    ลุงกำนันชะโงกหน้าตะโกนเสียงดังดุหลาน  ก่อนจะเพลาเสียงลงพึมพำ  "เฮ้อ.. ขี้โมโห  โกรธง่ายจริง ๆ ไอ้หลานคนนี้"

          "น่าเสียดายดอกไม้นะลุง   ต้นหักหมดเลย"   บอกลุงกำนัน  แล้วเหลียวไปดูรั้วดอกไม้อีกครั้ง

          "นั่นล่ะ..  ความโกรธ   ถ้าเราปล่อยให้มันเกิดขึ้นมา  มันก็จะทำลายทุกอย่าง  ไม่เว้นแม้แต่ตัวเราเอง"  แกบอกเล่าสัจธรรมให้ฟัง  แต่ยังไม่ลืมที่จะจุดมวนยาสูบ   "ดูอย่างก้านไม้ขีดไฟนี่สิ   มันไม่ติดขึ้นมาเองหรอก ถ้าเราไม่จุดมัน   แล้วเปลวไฟมันก็ไม่ต่างจากความโกรธ   พอติดขึ้นมาแล้วมันก็จะเผาก้านไม้ขีดไปเรื่อย ๆ  สุดท้ายถ้าเรายังไม่ดับหรือโยนทิ้งไป   ไฟมันก็เผานิ้วเราเท่านั้น"

          ทุกถ้อยคำของลุงกำนัน  นั้นไร้ซึ่งถ้อยเถียงอันใด

          ... ไม้ขีดไฟ ปลายร้อน ตอนถูกเผา             เปรียบตัวเรา จุดความโกรธ โทษมหันต์ ...

          ... หากไม่คิด ดับเปลวไฟ ในฉับพลัน         สุดท้ายมัน จะเผาผลาญ จนบรรลัย ...

          ... ไม้ขีดไฟ ไหม้ลาม ไปตามก้าน              ความโกรธนั้น ไหม้ชีวา อย่าสงสัย ...

          ... ท้ายที่สุด ปลายก้าน เผาผลาญใคร       หากมิใช่  มอดไหม้ ปลายนิ้วตน ...

 

          " ต่างกันลิบลับกับพี่สาวเค้า   คนนั้นเค้าใจเย็น ยิ้มตลอดล่ะ"   ลุงกำนันเปรียบหลานสาวกับหลานจอมซน  "นังหนูเอ้ย..  เอาเงินมาจ่ายค่าคอมฯ ให้นายช่างเ้ค้าหน่อย   เดี๋ยวลุงจะไปจัดการเจ้าทโมนนั่นหน่อย" แกตะโกนขึ้นไปบนเรือน  ก่อนลุกเดินไปกำราบลิงทโมนน้อยของแก

          นั่งดูลุงกำนันเดินออกไปยังไม่ทันพ้นสายตา  พลันเหลียวเห็นดวงดาราหน้าสดใส  นุ่งขาสั้นก้าวย่างช่างยวนใจ  รู้ไหมใครนั่งขาสั่นหวั่นอุรา

          "นี่ค่ะพี่  เงินค่าคอมฯ"  เธอส่งเงินให้  ส่งสายตาให้  และส่งรอยยิ้มให้

          "ขอบคุณครับ"   ตอบรับรอยยิ้ม  สายตา  แล้วหยิบเงินมานับ  นับไปนับมาอยู่ครู่ใหญ่  จนเธอสงสัยและเอ่ยถาม

          "ไม่ครบเหรอคะ"

          "ปล่าวครับ..  แค่ลองนับดู...

            ว่าอีกเท่าไหร่ถึงจะพอ  มาขอน้องแต่งงาน"

Tag : ข้อ คิด, ชีวิต, มอง โลกในแง่ดี, มี สุข, มุข จีบสาว

… ประทินใจ …

Posted On 2010-01-26 10:34:42 in เรื่องทั่วๆ ไป

… ไก่ชนขนงาม  อาบน้ำแต่ยามเช้า …

สองแขนกำยำของลูกจ้างตัดยางในสวนหลังร้าน  ค่อย ๆ บรรจงประคองไก่ชนขนงามอย่างระวัง   มือหยาบกร้านเืปื้อนขมิ้นผสมปูนแดงที่เพิ่งลงไล่หมัด  ไล่ไร  ออกจากไก่ตัวเก่ง     น้ำสมุนไพรในหม้อต้มผสมเตรียมไว้ครบสูตร  ทั้งตะไคร้ หว่านไฟ  ใบหนาด    เหลือเพียงรอให้น้ำเย็นลงอีกนิด  จึงจะชะโลมร่างไก่ชนขนงามในยามเช้านี้

อากาศพอสบายทำให้ยืนดูอยู่นาน   ติดที่ยังมีงานค้างคามาตั้งแต่เมื่อวาน และต้องรีบจัดการให้เสร็จ   เปิดประตูห้องเก็บของหลังร้าน  ควานสายตามองหาจอคอมฯ เสีย ๆ  ซักตัว   ว่าจะรื้ออะไหล่เอาไว้ใช้ซ่อม   จอเก่าหลายตัววางเรียงติดผนังห้อง   ยกตัวริมสุดขึ้นดู  คิดว่าตัวนี้น่าจะมีอะไหล่รุ่นที่ต้องการ

ยกจอไปวางบนโต๊ะคอมฯ หน้าร้าน   พลางหันไปเห็นน้าสาวนั่งวุ่นอยู่กับกล่องใบใหญ่บนโต๊ะทำงานในร้านขายของชำ

“อะไรน่ะ  เยอะแยะเลย”  เดินไปยืนหน้าโต๊ะน้า  ขณะที่แกหยิบของออกมาวาง

“พวกเครื่องสำอางน่ะ   เค้าเอามาให้ดู”   แกตอบโดยไม่เงยหน้า  เพราะว่ายังหยิบของออกมาไม่หมด

เครื่องสำอางหลายอย่าง  หลายขนาด   ทั้งโทนเนอร์   ครีมบำรุงผิว  ครีมแก้สิว  ครีมแก้ฝ้า   โฟมล้างหน้า   ครีมรอบดวงตา   และครีมทากันแดด    ถูกจัดวางเรียงรายพร้อมหน้า  ราวกับว่ามีแผนการร้ายหมายปล้นเงินในกระเป๋าสีดำวาวของคุณน้าที่ว่างอยู่ ข้างเครื่องคิดเลข

มากมายหลายสิ่ง  ล้วนแล้วแต่ช่วยประทินผิวกายให้สดใสไร้ริ้วรอย    ซึ่งคงจะดีมิใช่น้อย  หากมีสิ่งที่คอยประทินหัวใจให้สดใสและงดงาม

… เห็นไก่เจ้า  งามเพราะขน  คนจึงแต่ง        ทั้งปากแดง  แก้มชมพู   ช่างหรูหรา …

… ประทินผิว  ลบริ้วรอย  คอยตรวจตรา         อนิจจา   กับดวงใจ   ไม่ดูแล …

… เห็นไก่เจ้า  งามเพราะขน  คนจึงหลง        นวลอนงค์  เพียงงาม  ตามกระแส …

… งามเพียงนอก  มิงามใน  ใครจะแคร์          จะงามแท้  แค่ถวิล  ประทินใจ …

“แล้วไหนคนขายล่ะน้า”  มองกองสินค้า  แล้วมองหาคนขาย

“โน่นไง..  เค้าไปหยิบโบชัวร์ที่รถมาให้ดู”   แกมองไปหน้าร้าน

เป็นเวลาเดียวกันกับที่เธอเดินเข้ามา   ในชุดฟอร์มสีฟ้ากระโปรงสั้น   แก้มชมพูปากแดงอิ่มยิ้มให้กัน   เหมือนในฝันที่เคยเจอเธอเมื่อคืน

“ของผู้ชายก็มีนะพี่   ลองดูก่อนได้  เดี๋ยวหนูแนะนำให้”   เธอเริ่มเปิดการขายโดยไม่รีรอ

“หลอดนี้ใช้ยังไงครับ”  ส่งครีมหลอดเล็กในมือให้เธอดู

“อ๋อ.. หลอดนี้เป็น ครีมทารอบดวงตา่ ค่ะ”

…..

…..

“เอ่อ…

แล้วไม่ทราบว่า…

น้องมีครีมทา รอบดวงใจ บ้างมั้ยครับ”

Tag : ประทินใจ

… กรงใจ …

Posted On 2010-01-25 11:39:03 in เรื่องทั่วๆ ไป

… เจื้อยแจ้วแว่วหวาน  กังวาลเพราะ …

นกกรงหัวจุกตัวเพรียว  ปากเรียว  ปลายโค้ง  ส่งเสียงก้องกังวาลผ่านกรงไม้สาวดำลายกนก  แล็คเกอร์เคลือบเนื้อไม้สีน้ำตาลเงาดูตัดกับขนนกสีดำ และแก้มสีแดง    หลายกรง หลากรูปทรง แขวนเรียงอยู่หน้าร้านปุ๋ยที่อยู่ติดกัน   หลายวันที่ผ่านมาไม่เห็นมี แต่เช้านี้เปิดร้านมาเพิ่งจะเห็น

“เอากรงนกมาขายด้วยเหรอครับเจ๊”   เปิดเพลงเบา ๆ ทิ้งไว้ที่โต๊ะซ่อมคอม ฯ  แล้วเดินไปคุยกับเจ๊เจ้าของร้านปุ๋ยที่กำลังจัดชั้นวางอยู่

“จ้า..  ขายกรงนกด้วย  ขายนกกรงด้วย  จะซื้อไว้เลี้ยงซักตัวมั้ยล่ะ”   เจ๊ตอบเสียงหวาน ราวกับต้องการลูกค้ารายแรก

“โธ่เจ๊..  อย่าว่าแต่เลี้ยงนกเลย   เีลี้ยงตัวเองยังไม่ค่อยจะรอดอยู่”  ปฏิเสธแกไปในถ้อยทีถ่อมตน

ด้วยใจจริงแล้วไม่เคยสนที่จะจับความงามมาขังกรง    อีกทั้งไม่เคยเห็นนกตัวไหนงดงามเมื่อยามถูกขัง  ต่อให้เป็นกรงทองคล้องเพชรและเม็ดพลอย   ยังไงซะมันก็ดูเศร้าสร้อยอยู่ดี

อยู่ที่เธอนั้นจะกล้าเปิด  เปิดตา  เปิดหู  และเปิดใจ ………

กลับมานั่งซ่อมคอมฯ ต่อที่โต๊ะ   เสียงเพลงที่เปิดทิ้งไว้เล่นไปถึงเพลง “เปิด”  ของเบน  ชลาทิศ         ทำให้คิดถึงคนเรา  เพียงเพื่อหลบปัญหาต่าง ๆ  ถึงกับยอมขังตัวเองไว้ในใจ   แล้วไม่กล้าเปิดออกมา  ทั้ง ๆ ที่มีกุญแจคาอยู่ในมือ

เสียงนกยังร่ำร้อง   เสียงเพลงยังก้องหู…

… เสียงนกร้อง ก้องกรง จงดูไว้                 สุขหรือไร  ไร้เสรี  ดีไหมหนอ …

… หากเิปิดกรง  ออกไปได้  คงไม่รอ          คงบินล้อ  เล่นลม  ชมฟ้าไกล …

… เกิดเป็นคน  ขังตน  จนมืดมิด               ถูกหรือผิด  คิดเอา   เราใช่ไหม …

… ขังความคิด  อิสระ  ณ กรงใจ                ทั้งที่กำ  กุญแจไว้  อยู่ในมือ …

เสียงเพลงยังไม่ทันจบ  เสียงเจ๊แกก็เข้ามากลบซะก่อน

“เดี๋ยวช่วยมาจัดตรงนี้ด้วยนะ  รกมาก ๆ เลย  เดี๋ยวงูก็เข้าไปอยู่หรอก”  แกตะโกนเรียกใครซักคน  ให้ออกมาเก็บกล่องกระดาษข้างร้านที่วางอยู่ระเกะระกะ

“จ้า..  เดี๋ยวหนูจัดให้” เสียงใส ๆ แว่วมาจากในร้าน

“ใครน่ะเจ๊”  ผมเจ๊ด้วยความสงสัย  ว่าแกพาใครมาอยู่ที่บ้าน

“หลานเจ๊เอง   เค้ามาช่วยทำบัญชีให้”   แกตอบทิ้งท้าย  ก่อนเดินเข้าไปในร้าน

“โห..  รกขนาดนี้  ถ้ามีงูหนูจะทำไงเนี่ย”   เธอบ่นพลาง ย่างก้าว ราวกับหงส์    ผิวพรรณผ่อง แบบสาวจีน ถิ่นคนสวย   เธอรู้ไหม ว่าใคร ใจระทวย   อยากมีหมวย ไว้ข้างหมอน ตอนหลับตา

“ไม่ต้องกลัีวครับ  ถ้าถูกงูกัดพี่ช่วยได้”

“ทำยังไงคะพี่”

“ก็เอาเชือกรัดไว้ให้แน่น ๆ    กันความรักแล่นเข้าสู่หัวใจ”

Tag : กรงใจ

… ความเจริญ เกินพอดี …

Posted On 2010-01-24 18:26:26 in เรื่องทั่วๆ ไป

… ขันหมากเมืองกรุง  มุ่งสู่พงไพร …

เสียงไชโยโห่ร้อง  ดังก้องทุ่งตั้งแต่รุ่งไก่โห่   ทั้งปี่  กลอง  ทำนองเพลง  บรรเลงนำขบวนแห่   พ่อเฒ่าแม่แก่และหนุ่มสาวชาวกรุงร้องรำนำขันหมาก   พร้อมมีลูกเขยมาฝากจากเมืองใหญ่สู่พงไพรชนบท

รถตู้สามสี่คันจอดไว้ตามแนวทางเดินในสวนยางหลังบ้านเจ้าสาว    บนเรือนทรงไทยยกเสาสูงอยู่ในช่วงพิิธีการที่กำลังผ่านไปอย่างราบรื่น  เช่นเดียวกับบรรยากาศของเงาไม้และสายลมที่ร่มรื่นชื่นใจไม่แพ้กัน   แขกเหรื่อจากเมืองกรุงเดิืนชมบ้านทุ่งด้วยอารมณ์ที่หาไม่ได้ในบ้านเมือง คอนกรีต

“ชื่นใจจริง ๆ “   คุณลุงวัยชราหลับตาแหงนหน้าสูดลมหายใจไปด้วยรอยยิ้ม

“ต่างจังหวัดก็งี้ละครับลุง  ธรรมชาติยังเยอะอยู่”  ยืนคุยกับคุณลุงในฐานะแขกในงานของฝั่งเจ้าบ้าน

“สมัยก่อนโน้นกรุงเทพก็อากาศดีนะ  แต่เดี๋ยวนี้ยิ่งแย่ลงทุกวัน”  แกบ่นแบบเืบื่อ ๆ

“ก็เมืองมันเจริญนี่ครับลุง”

“บ้านเมืองเจริญน่ะดี..   แต่มันเจริญเกินความพอดีนี่สิแย่”

เจริญเกินความพอดี…

คงจริงอย่างที่ลุงแกว่า   ความพอดีเริ่มที่จะหดหายไปเรื่อย ๆ   จากที่เคยมีต้นไม้  สายน้ำ  และความเป็นธรรมชาติอยู่บ้าง   ทุกวันนี้กลับมีแต่สิ่งปลูกสร้างและควันพิษ  กับการใช้ชีวิตที่เิกินพอดี

“ผมว่าถ้ากรุงเทพมีความเจริญที่พอดี และมีธรรมชาติที่พอเพียง คงจะน่าอยู่มากกว่านี้นะครับ”

“จะมีธรรมชาติได้ยังไงล่ะ   เห็นมีที่ว่างเมื่อไหร่ก็ปลูกกันได้แต่ป่าคอนกรีต   แทนที่จะคิดปลูกธรรมชาติกัน  ให้มันพอดีกับความเจริญ”   คุณลุงพูดอย่างตัดพ้อและท้อแท้่

“ผมว่านะลุง..  บ้านเมืองเราเอาความเจริญบุกรุกธรรมชา่ติมามากพอแล้ว   น่าจะถึงเวลาที่ธรรมชาติเข้าไปบุกเมืองกรุงบ้างแล้วล่ะ   น่าจะดีนะถ้ามีสวนยางอยู่ระหว่างตึกใหญ่   มีสวนผลไม้รายล้อมห้างสรรพสินค้า   และมีท้องนาทุ่งกว้างราวกับท้องสนามหลวง”

คุณลุงหัวเราะร่า   ในขณะที่ผมครุ่นคิด…

… หากกรุงเทพ  เลือกได้  ใคร่อยากเห็น      สีสรรเป็น  เขียวขจี  ที่สดใส …

… ตึกคู่ป่า  น่าดูดี  ศิวิไล                           จัดสรรให้  ท้องทุ่ง  ช่วยปรุงเมือง …

… หากกรุงเทพ  เลือกได้  ใคร่วอนขอ         ช่วยสานต่อ  ให้ก้าวไกล  ในทุกเรื่อง …

… ความเจริญ  คู่ป่าไม้  ไปเนือง ๆ               ความรุ่งเรือง  เลือกได้  ให้พอดี …

“ลุงคะ   ขึ้นไปรับไหว้บ่าวสาวบนบ้านด้วยสิ  เค้ารอกันอยู่นะ”

เพื่อนเจ้าสาวชาวไฮโซ  โผล่มาตอนไหนไม่ทันมอง   ช่างขาวผ่องยองใยเหมือนไข่ต้ม   เดินไหล่ผาย อกตึงครึ่งวงกลม    อยากเป็นลมล้มพับกับอกเธอ

“น้องเป็นเพื่อนกับเจ้าสาวเหรอครับ”   ถามเธอพลางยิ้มให้  ด้วยหนุ่มบ้านไพรสนใจสาวกรุง

“ค่ะ..  เคยเรียนด้วยกันที่กรุงเทพ”   เธอว่า

“นี่..  น้องรู้มั้ยทำไมเค้าเรียกกรุงเทพว่าเมืองสวรรค์”

“ทำไมคะ”

“ที่เค้าเรียกกรุึงเทพว่าเมืองสวรรค์..   ก็เพราะที่นั่นมีนางฟ้าอย่างน้องยังไงล่ะ”

Tag : ความเจริญ เกินพอดี

… หินร้อน กับก้อนน้ำแข็ง …

Posted On 2010-01-23 19:02:02 in เรื่องทั่วๆ ไป

… เศษหิน บนดินทราย …

กระจายตามพื้นลานกว้างข้างลานเท   เด็ก ๆ วิ่งเล่นกันอย่างเช่นทุกเมื่อเชื่อเย็น   จนเห็นตะวันเริ่มคล้อย  นกน้อยเริ่มกลับรัง   เด็กที่กำลังสนุึกสนานกันต่างถูกพ่อแม่ตะโกนเรียกให้เข้าบ้าน  เพราะนั่นหมายถึงเวลาที่จะต้องอาบน้ำ  ทานข้าว  แล้วเอาการบ้านออกมาทำ

ท้องฟ้าเบื้องบนเริ่มมืดครึ้ม   ดวงดาวที่อึมครึมเริ่มส่องไสวอย่างช้า ๆ   บนผืนดินเบื้องล่างแสงสว่างเริ่มก่อตัวจากกองไฟที่ใช้ฟืน   คนงานหลายคนนั่งล้อมกันรอบกองไฟเพื่อคลายหนาว

“นายช่าง…  เก็บร้านเสร็จแล้วมานั่งด้วยกันนะ”  คนงานที่นั่งอยู่รอบกองไฟตะโกนมาจากอีกฟากถนน

“ครับ…  เก็บร้านครู่เีดียว”

เร่งซ่อมคอมฯ ของลูกค้าที่ค้างอยู่เรียบร้อย   เก็บเครื่องไม้เครื่องมือเข้าตู้จนเสร็จสรรพ    เดินข้ามถนนไปฝั่งลานเทปาล์ม  ตรงลานกว้างข้างกองทราย

“วันนี้นายหัวเ้ค้าเอาปลามาให้ย่างกินกัน”  หนึ่งในคนงานบอกกล่าว

“ดีเลยครับ  ได้แก้หนาวไปด้วย”  ยิ้มให้คนงานท่ามกลางแสงสว่างแห่งมิตรภาพรอบกองไฟ

กลิ่นปลาย่างโชยหอม  เรื่องราวมากมายในวงสนทนาเริ่มหลากหลาย   เหล้าขาวน้ำแดงหลายขวดช่วยเพิ่มอรรถรสในการคุยได้เป็นอย่างดี   ทั้งเรื่องสนุกสนานเฮฮา  เรื่องโศกาของชีวิต  และเรื่องพิษของความรัก

“ไอ้ผมก็คิดว่าแต่งงานแล้วจะมีความสุขตลอดไป   สุดท้ายก็โดนทิ้ง”    คนงานหนุ่มพร่ำบ่นถึงคนรักที่จากไป

“นั่นก็เพราะแกไปยึดมั่นในความสุขน่ะสิ   มันถึงได้เป็นทุกข์แบบนี้”  คุณลุงร่างผอมห่มผ้าหนาทับเสื้อกันหนาว  เอ่ยขึ้นหลังจากจิบเหล้าขาวน้ำแดงเข้าไปเกือบครึ่งแก้ว

“แล้วลุงไม่อยากมีความสุขรึไงล่ะ”  คนงานหนุ่มค้าน

“มานี่..  แบมือมา  ลองกำไว้ในมือนะ”  ว่าแล้วคุณลุงก็หยิบก้อนหินร้อน ๆ ข้างกองไฟ ใส่ลงอุ้งมือ

“โอ๊ย..  ร้อนน่ะลุง”  กำไว้ได้ครู่เดียวคนงานหนุ่มก็สะบัดทิ้ง

“งั้นเอามือมาอีกข้าง   ลองกำอันนี้บ้าง”   คุณลุงหยิบก้อนน้ำแข็งในกระติกมาใส่ในมืออีกข้าง

“โอ๊ย.. ไม่ไหวลุงเย็นจะตาย”   แค่ครู่เดียวเค้าก็โยนก้อนน้ำแข็งทิ้งเช่นกัน

“นั่นไงล่ะ.. ทั้งความทุกข์และความสุข   ยึดไว้มีสบายมั้ยเล่า

นี่ลุงจะบอกให้   ถ้ายังยึดมั่นในความสุข   แกก็หนีความทุกข์ไม่พ้นหรอก”

แสงไฟในกองฟืนยังคงสว่าง   แสงดาวอ้างว้างยังคงไสว   แต่แสงแห่งสัจธรรมนำใจ  เพิ่งเริ่มจะแปล่งประกายรอบกองเพลิง

… หินร้อน ๆ  ก้อนหนึ่ง  คล้ายคลึุงทุกข์        ส่วนความสุข  เปรียบไป  คล้ายน้ำแข้ง …

… หยิบหินร้อน  กำไว้  ให้เต็มแรง                ก้อนน้ำแข็ง   ก็กำไว้   ให้เต็มมือ …

… มือหนึ่งนั้น  ร้อนรน  สุดทนไหว                มือหนึ่งไซร้   เย็นยิ่งกว่า  เกินจะถือ …

… สุขและทุกข์  ที่กำไว้  ในสองมือ              นั่นนะหรือ  ที่เราคิด  ยึดติดกัน …

“อีหนูเอ๊ย..  มาเอาน้ำแข็งให้พ่อหน่อย”  ชายสูงวัยหยิบกระติกชูขึ้นพร้อมตะโกนไปทางบ้้านพักคนงาน

“เดี๋ยวผมไปเอาให้เองครับ”   ด้วยความเกรงใจ  จึงอาสาไปเอาน้ำแข็งให้แก

“น้องครับ..  ตักน้ำแข็งที่ไหนครับ”  เดินไปถึงบ้านพักคนงาน  เห็นบานประตูเปิดไว้  จึงไ้ด้ถามไถ่ใครคนหนึ่ง  ซึ่งยื่นหวีผมอยู่หน้ากระจก

“ถังน้ำแข็งอยู่ข้างบ้านคะ  เดี๋ยวหนูพาไป”    เธอหันมาจากกระจกก่อนยกย่าง  ด้วยเิรือนร่างอรชรและอ่อนไหว   เดินผ่านหน้าในระยะประชิดใจ   อยากตามไปบอกรักเธอสักคำ

“เหลืออยู่ก้นถังแล้วค่ะ   ตักเอาละกัน”   เธอชะโงกดูในถังน้ำแข็ง

“คงพอมั้งครับ”  หยิบที่ตักน้ำแข็งแล้วก้มลงไปในถัง   ก้มอยู่นานพอดูจนเธอสงสัย

“เป็นอะไรรึปล่าวพี่   เห็นกุ้มอยู่นานเชียว”

“อ๋อ..  ไม่เป็นไรครับ

ก็แค่..  รักจนโงหัวไม่ขึ้น..  น่ะ”

Tag : หินร้อน กับก้อนน้ำแข็ง

… หมากกระดานชีวิต …

Posted On 2010-01-22 12:06:25 in เรื่องทั่วๆ ไป

… ขณะนี้เวลา 18 นาฬิกา  โปรดเตรียมเทียบเวลาเคารพธงชาติ …

ประเทศไทย  รวมเลือดเนื้อ  ชาติเชื้อไทย …

ทรานซิสเตอร์เครื่องเก่า  แขวนอยู่กับตะปูที่ตอกติดเสาไม้ชายหลังคาหน้าร้าน   กำลังส่งเสียงดังเตือนเวลา  และเตือนว่าเราคือคนไทย   ซึ่งยืนอยู่บนผืนแผ่นดินแ่ห่งบรรพบุรุษ   ผู้ซึ่งยอมสิ้นสุดชีวิตด้วยคมมีดคมดาบในการปราบผู้รุกราน   เพียงเพื่อรักษาบ้านเมืองไว้ให้ลูกหลานได้อยู่ร่มเย็นจนเป็นปัจจุบัน   ทุกถ้อยคำในทำนองของเพลงชาติไทย   ทำให้เย็นย่ำค่ำนี้มีความรู้สึกปรีดี ที่ได้เกิดมาเป็นลูกหลานแห่งสยาม

สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี…

หนึ่งวลีในทำนองเพลง  ที่สร้างความภูมิใจในสายเลือด    และคอยย้ำถึงคำที่ว่า…

“สละชีพเพื่อชาติ”

ซึ่งคงจะน่าอนาถ   หากมีใครคิด

“สละชาติเพื่อชีพ”

หนังสือพิมพ์ฉบับบ่ายวางพับยับอยู่บนโต๊ะหินอ่อนลายกระดานหมากฮอส    พื้นโต๊ะที่มันวาวสะท้อนเงาใบหน้าของชายชราคราคร่ำไปด้วยหนวดขาวและเคลา บาง   กำลังจ้องมองกระดานหมากฮอสอย่างครุ่นคิดแผนการล่วงหน้า   เด็กหนุ่มวัยรุ่นนั่งอยู่ีอีกฝั่งตรงข้าม จับฝาน้ำอัดลมที่ใช้เป็นหมากเดินเข้าไปหลบมุมด้านขวาของกระดาน

“เสร็จฉันละ”   ชายชรายิ้มดีใจ  เมื่อเด็กหนุ่มเดินหมากมาติดกับ  ว่าแล้วจึงได้เดินหมากเข้าไปปิดทางของคู่แ่ข่งจนหมดสิ้น

“โห..  แล้วคราวนี้ผมจะเดินยังไงล่ะลุึง   ไม่น่าเดินตัวนั้นเลยเรา”   เด็กหนุ่มนึกเสียดายที่เดินหมากพลาดไปเมื่อครู่   ครั้นจะดึงหมากกลับมาใหม่ก็กระไรอยู่  ครั้นจะเดินเข้าสู้ก็ไม่ไหว  เลยได้นั่งเครียดคิดอยู่นานโข

“ไม่เป็นไรน่า  ถึงจะเดินหมากกลับไม่ได้   แต่ก็เิริ่มใหม่ได้นี่”  คุณลุงพูดปลอบใจ   และชวนเริ่มเล่นใหม่ีอีกครั้ง

“มาต่อกันอีกซักตาเถอะน่า   เดี๋ยวลุงให้แก้มือ”

เห็นหมากกระดานแล้วพาลให้คิด   ถ้านี่เป็นหมากกระดานชีวิตของเราล่ะ…

… หมากกระดาน  ผ่านตาเดิน  อย่าเขินขัด       เพราะไม่อาจ  ดึงกลับ   สลับได้ …

… ที่เดินผิด  อย่าคิดย้อน  หรือถอนใจ             เริ่มต้นใหม่  ใช่จะแพ้  แต่อย่างเดียว …

… หมากชีวิต  คิดไป  คงไม่ต่าง                      เพียงปล่อยวาง  อดีตไว้  อย่าได้เหลี่ยว …

… เริ่มต้นใหม่  ใช่จะแพ้  แน่นักเชียว                อย่าได้เทียว   คิดย้อน  ให้อ่อนใจ …

ท่ามกลางความเพลินใจในเกมส์หมากฮอส  ก็มีเสียงแซกซ้อนเข้ามาพร้อมท่วงท่าที่ยวนใจ

“คุณลุงคะ   สวัสดีคะ”    พนักงานสาวในชุดฟอร์มชมพูวางกล่องเครื่องคั้นน้ำผลไม้บนเก้าอี้

“ขายอะไรอีกล่ะ   ไม่เอาล่ะ   โน่น ๆ ลองไปขายช่างคอมฯ ดูสิ  เห็นนั่งว่างอยู่”  คุณลุงรีบปัด

“สวัสดีค่ะพี่   ขอเวลาครู่เีดียวนะคะ  หนูจะสาธิตการใช้งานให้ดู”   เธอรีบรี่เข้ามา   เพื่อสาธิตเครื่องปั่นน้ำผลไม้   แต่เธอจะรู้มั้ยว่ามีใคร   กำลังปั่นป่วนใจเพราะเธอ

ครู่ใหญ่ ๆ ผ่านไปในการสาธิต   จึงตัดสินใจซื้อ

“พี่ขอเครื่องเล็กนะ   พอดีว่าอยู่คนเดียว  คงไม่ได้ใช้อะไรมาก”   พยายามบอกเธอให้ได้คิด  ว่าเราโสดสนิทเพียงใด

“เครื่องใหญ่ดีกว่ามั้ยพี่  มีคู่มือให้ด้วย     ถ้าเป็นเครื่องเล็กไม่มีคู่มือให้นะ”

“ไม่เป็นไร…

จริง ๆ แล้ว  ก็ไม่อยากได้คู่มือซักเท่าไหร่

แต่อยากจะได้คู่ใจมากกว่า”

Tag : หมากกระดานชีวิต

… ว่าวชีวิต ติดลมบน …

Posted On 2010-01-21 12:54:11 in เรื่องทั่วๆ ไป

… ลมเพลมพัด  ลมพัดอะไร  ลมพัดหัวใจ  ฉันไปหาเธอ …

นั่งพร่ำเพ้อละเมอใจ   ดูใบไม้แห้งปลิวผ่านหน้าร้านอยู่เป็นระยะ  ฝุ่นดินข้างถนนคละคลุ้งไปตามทางลม   กลิ่นหอมหวนชวนหิวโชยมาจากรถพ่วงขายไก่ย่างส้มตำที่จอดอยู่ข้างตลาดนัด   ชายผ้ายางบนหลังคารถพ่วงพริ้วสะบัดแรงเป็นบางครั้ง   ควันจากเตาไฟย่างไก่โขวงตามกระแสลมที่พัดมาในบางครา

ผืนดินว่าง ๆ ข้างลานเทปาล์มอีกฝั่งถนน   ในช่วงเย็นจะกลายเป็นที่วิ่งเล่นของเด็ก ๆ    สาวน้อยตัวเล็กมอมแมมปั่นจักรยานเกรอะสนิมรอบลานกว้าง   เด็กชายวัยอ่อนกว่าวิ่งไล่หลังพลางหัวเราะร่า   คนงานลานเทที่เพิ่งจะเลิกงาน ล้อมวงเล่นตะกร้อหวายอยู่ใกล้กัน    ตรงกลางลานกว้างยังมีเด็กอีกหลายคนวิ่งแหงนหน้ามองฟ้าดูว่าวที่กำลังสาวขึ้น ไปเสียดฟ้า    มีเพียงว่าวสีขาวแดงของเด็กชายตัวน้อยในชุดนักเรียน  ที่หมุนวนอยู่กับที่ ก่อนลงมาครูดกับพื้นครั้งแล้วครั้งเล่า

“ฮ่า ๆ ๆ    ว่าวของแกนี่ไม่ได้เรื่องเลยว่ะ” เด็กชายตัวใหญ่ผมเกรียนหัวเราะเยาะหยัน

เด็กน้อยหยุดวิ่งแต่ยังคงยิ้มโดยไม่สนใจต่อคำเย้ย    สองมือค่อย ๆ ดึงสายมาม้วนไว้กับกระบอกไม้ไผ่  แล้วแก้ปลายสายที่ผูกตัวว่าวออกมาผูกใหม่  ให้ได้ตำแหน่งที่เหมาะสมกว่าเิิดิม   ก่อนจะวิ่งดึงว่าวขึ้นไปอีกครั้ง

“เย้ ๆ   ขึ้นแล้ว ๆ”  เด็กน้อยวิ่งดีใจ พร้อมตะโกนลั่น

มองว่าวบนฟ้า  ในขณะที่ครุ่นคิด…

… ลมแรงจัด พัดว่าวลอย คล้อยกระแส          ความจริงแท้ สอนใจ ให้ได้เห็น …

… ว่าวตัวน้อย ลอยลมบน ในตอนเย็น           เป็นดั่งเช่น ชีวิต ใ้ห้ึิคิดกัน …

… เปรียบลมแรง เป็นลมปาก ที่ถากถาง         เปรียบว่าวต่าง ตัวเรา ที่เขาหยัน …

… เพียงเปลี่ยนลม เป็นแรงใจ ไว้ผลักดัน      เพียงเท่านั้น  ว่าวชีวิต ติดลมบน …

สายลมหนาวหอบเอากลิ่นไก่ย่างโชยมาอีกครั้ง    ความหิวเริ่มถามหา  สายตาหันไปตามกลิ่นหอม   รถพ่วงที่ขายส้มตำยังจอดที่เดิม   แต่ดูเหมือนวันนี้คุณลุงที่มาขายประจำจะไม่อยู่   เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ จึงได้รู้ว่าลูกสาวมาขายแทน

“เอาตำอะไรดีคะพี่”    เธอคนดีเอ่ยถามตามประสา   ส่งสายตาให้ใจสั่นและหวั่นไหว   เธองามงดจรดร่างถึงกลางใจ   งามหญิงใดจะเกินกว่า  ‘แม่ค้าส้มตำ’

“เอาตำใจให้ถุงนึง”

“เ่อ่อ..  ตำไทยรึปล่าวคะ”

“ตำใจนี่ล่ะครับ

อ้อ..  แล้วระัวังนะ   อย่าตำให้แรงนัก  เดี๋ยวความรักจะกระเด็นเข้าตา”

Tag : ว่าวชีวิต ติดลมบน

… ลมหายใจ …

Posted On 2010-01-20 11:50:44 in เรื่องทั่วๆ ไป

… หมอกหนาวขาวโพลน …

มองไปบนถนนแทบไม่เห็นปลายทาง  สายลมเคลื่อนไหวไม่แรงนัก  แต่ก็มากพอที่จะทำให้ความเย็นกระเซ็นมาท่วมร่าง   เจ็คเก็ตสีครีมตัวหนาที่สวมทับเสื้อยืดสีขาวช่วยบรรเทาความหนาวลงได้บ้าง   แต่ทว่าหัวใจที่อ้างว้าง ยังครวญครางอย่างเหน็บหนาว

ตื่นเช้ามาเปิดร้านเหมือนวันปรกติ   หรี่ตามองไปไกล ๆ   คล้ายน้ำตาจะไหลออกมาด้วยอาการแสบ  คงเป็นเพราะเมื่อคืนทำงานจนดึกมาก  แล้วยังต้องตื่นเช้า  ทำให้รู้สึกราวกับว่าสายตายังพักผ่อนได้ไม่เต็มที่   ใจจริงก็อยากนอนกินบ้านกินเมืองกับเค้าเหมือนกัน   แต่เรามันไม่ใ่ช่นักการเมืองไทย  คงจะำิกินบ้านกินเมืองได้ไม่ทันเค้า

ยกเครื่องคอมฯ ที่ซ่อมค้างไว้ตั้งแต่เมื่อวานมาวางไว้บนโต๊ะ   รื้อเครื่องมือในลังมาจัดในตู้กระจกใส   ขณะรอให้น้ำที่ต้มไว้เดือดได้ที่   กาแฟดำและน้ำตาลตั้งรออยู่ข้างกระติกน้ำร้อน   ก่อนทำงานในเช้านี้คงต้องเริ่มที่กาแฟดี ๆ ซักแก้ว

“อ้าวลุง..  จัดแผงเสร็จแล้วเหรอครับ  เร็วจัง”   คำสนทนาแรกในเช้านี้  มีให้กับคุณลุงขายผลไม้ในตลาดนัด  ที่เดินมานั่งพักหน้าร้าน

“ยังหรอก..  ยังไม่ได้จัดเลย  ของเดิมหมดตั้งแต่เมื่อวาน   เช้านี้รถไปรับผลไม้ไกลหน่อย  นี่ก็คงใกล้ถึงแล้วล่ะ”   แกใช้ผ้าขาวม้าที่พาดบ่ามาปัดฝุ่นที่ม้าหินอ่อนก่อนลงนั่ง

“โห..  ขายดีนะครับ   แล้วขายทุกวันมั้ยเนี่ย”

“ก็ไม่ทุกวันหรอก   ส่วนใหญ่วันพระก็จะหยุดขาย แล้วไปทำบุญที่วัดกัน”

“แล้วไม่เสียดายรายได้เหรอลุง  ขายดีออก”

“นี่.. พ่อหนุ่ม   คนเราอยู่ได้เพราะมีลมหายใจใช่มั้ย”

“ใช่ครับ..”

“งั้นลองหายใจเข้า  แล้วไม่ต้องหายใจออกดูซิ   มันอึดอัดมั้ย   มันสุขมั้ย  มันสบายมั้ย”

จริงสินะ …

… ลมหายใจ เข้าออก บอกให้รู้                เตือนเราอยู่ ทั้งตื่นหลับ กลับไม่เห็น …

… หายใจเข้า นานไป ใจรำเค็ญ              หายใจออก จึงได้เห็น เป็นสุขจริง …

… รู้จักรับ ให้เท่ากับ รู้จักให้                    รู้จักใจ เพียงพอ ต่อทุกสิ่ง …

… คงเหมือนลม หายใจ ไร้ประวิง            คงสุขยิ่ง  หากผู้ใด  หายใจเป็น …

ปริ้น ๆ …..   ปริ้น ๆ …..

“อ้าว… มาถึงซะที”  คุณลุงหันไปตามเสียง

รถกระบะสีแดงตอนเดียวเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าร้าน   ด้านกระบะหลังเต็มไปด้วยผลไม้มากมายชนิด   ในทันทีที่รถจอดสนิด  ก็เห็นสิ่งมีชีวิตลงมาจากรถ   มองแต่หัวจรดเท้า   อ้าว….  ผู้หญิง…….  ช่างงามจังงามจริงกว่าสิ่งไหน   หน้าตาคมผมยาวขาวบาดใจ   ทั้งรูปร่างยังพริ้วไหวคล้ายดารา    หากเปรียบเธอเป็นเช่นดั่ง นางเอกหนัง    เธอคงชังคนต่ำต้อยด้อยวาสนา    นึกน้อยใจเรามิใช่อนันดา   แต่หล่อกว่าสิบเท่าเจ้าว่าไง

“ลุง… จัดแผงรึัยัง   หนูเอารถไปจอดที่แผงเลยมั้ย”   เธอลงจากรถมาถามคุณลุงที่นั่งรออยู่

“จอดไว้นี่แหละ  ยังไม่ได้จัดแผงเลย  ไปช่วยลุงก่อน”    แกลุกขึ้นหยิบผ้าขาวม้าคาดเอว แล้วเดินไปที่แผง

“จ้าลุง..  เดี๋ยวตามไป”   เธอทำหน้าเง้างอพอน่ารัก    ก่อนจะเดินมาทักที่หน้าร้าน

” พี่คะ..  หนูฝากรถไว้ก่อนนะคะ”

“ได้ครับ”  ตอบเธอไปสั้น ๆ

“แล้วจอดไว้ตรงนั้นได้มั้ยคะ   ขวางทางเดินรึปล่าว”

“อ๋อ.. ไม่เป็นไรครับ   ขวางทางเดินคงไม่ลำบากนัก    แค่อย่าให้ขวางทางรักก็พอแล้ว”

Tag : ลมหายใจ

… กระทง สอนใจ …

Posted On 2010-01-19 16:40:09 in เรื่องทั่วๆ ไป

… วันเพ็ญเดือนสิบสอง  พี่หลงรักน้องที่ริมตลิ่ง …

ผู้คนมากมายชายหญิงที่ริมตลิ่งวัดเก่า   แพไม้ไผ่ใต้ต้นสะเดาริมน้ำถูกชาวบ้านสร้างขึ้นใหม่ให้เป็นแนวยาว   พุ่มดอกเข็มบนเนินดินถูกประดับด้วยไฟกระพริบหลากสี   เสียงมโหรีในวัดประชันขันแข่งกับเสียงจากตู้ลำโพงของเครื่องเล่นต่าง ๆ ภายในงาน   ทั้งม้าหมุน   ชิงช้าสวรรค์   บ้านผี  และดนตรีรำวง

ท่ามกลางดวงดาวเต็มฟ้าและจันทราสุกสกาว   สะท้อนเงางดงามตามท้องธารา   ระยิบระยับตาด้วยแสงไฟจากปลายเทียนในกระทงใบตอง   ผิวน้ำกระเพื่อมไหวไม่มากนักจากกระทงเล็ก ๆ ของเด็กน้อยที่ก้มลงปล่อยอย่างเบามือ   พ่อแม่วัยหนุ่มสาวนั่งประคองอยู่ข้างหลังด้วยมือคนละข้าง   ขณะที่มืออีกข้างของแต่ละคนก็ปล่อยกระทงลงน้ำให้ลอยไปพร้อมกัน

เหนือตลิ่งขึ้นไปบนเนินดิน  ยังมีอีกหลายคู่หลายคนตระเตรียมกระทงของตนอยู่   ผู้เฒ่าผู้แก่วุ่นจัดการจับหลาน ๆ วัยซน  มาตัดเล็บตัวผมเพื่อใส่ลงในกระทง  ประหนึ่งว่าจะบอกลาเคราะห์ร้ายให้ลอยหายไปกับสายน้ำตามความเชื่อของโบราณ ประเพณี

“กระทงสวยจังเลยครับคุณยาย”  ยืนคุยกับคุณยายที่ใต้ต้นสะเดา

“หลาน ๆ  มันช่วยกันทำให้น่ะ”  คุณยายตอบอย่างชื่นใจ   แล้วหันไปยิ้มให้เด็กน้อยสองคนที่กำลังวิ่งเล่นลูกโป่งสีสวย

“ทำออกมาสวยเชียว   แล้วเอาไปลอยน้ำยังงี้ไม่เสียดายแย่เหรอครับ”

“โอ้ย..  จะเสียดายทำไม   สุดท้ายแล้วมันก็ต้องเหี่ยวต้องเฉา   ก็เหมือนคนเรานี่แหละ”

ยิ้มให้คุณยาย   อย่างเ้ข้าใจในคำสอน…

… ลอยกระทง  หลงทาง  อย่างเขาว่า       ลอยธารา  เพียงความงาม  ตามที่เห็น …

… กลัีบไม่มอง  ความจริง  สิ่งที่เป็น          โบราณเร้น  สิ่งใด  ให้เรามอง …

… เปรียบกระทง  คงไม่ต่าง  ดั่งมนุษย์      ท้ายที่สุด  ย่อยสลาย  อย่าได้หลง …

… ตอนยังอยู่  ทำความดี  นี่ก็คง              ดั่งกระทง  งดงาม  ยามล่องลอย …

ปล่อยให้คุณยายพาหลานไปลอยกระทง  แล้วเดินชมกระทงใบตองหลากแบบที่มีวางขายอยู่ตามทางเดินริมตลิ่ง

“ซื้อกระทงมั้ยคะพี่”  สตรีงาม ยามค่ำ ถ้อยถามไถ่    พลันหัวใจ เหลียวไป ก่อนใบหน้า    ครั้นได้ยล สกลร่าง พลางสบตา    ราวกับว่า นพมาศ พิฆาตใจ

นิ่งอึ้งทึ่งความงามอยู่ครู่หนึ่ง  จึงตอบเธอ

“อ๋อ..  ครับ..  เอาให้พี่กระทงนึง”

“จะลอยเลยมั้ยคะ  เีดี๋ยวหนูจุดเทียนให้”

“ไม่ต้องดีกว่า   พี่ว่า..  พี่ไม่อยากลอยกระทงแล้วล่ะ”

“อ้าวพี่..  วันลอยกระทงนะ  ไม่ลอยกระทงแล้วจะลอยอะไรคะ”

“เอ่อ…  คือพี่ไม่อยากลอยกระทง   แต่อยากลอยกะเธอมากกว่า”

Tag : กระทง สอนใจ

… ใช่เกิดมา เพื่อสิ่งเดียว …

Posted On 2010-01-18 14:27:48 in เรื่องทั่วๆ ไป

… คดเคี้ยว  เลี้ยวลด  และรถเลี้ยว…

เดี๋ยวซ้าย เดี๋ยวขวา ในระยะประชิดติดต่อกัน  ตลอดเส้นทางเลียบเชิงเขา  ดงป่า และผาเหว     เข้าสู่ดินแดนฝนแปดแดดสี่  เมืองที่หนึ่งปีมีฝนตกแปดเดือน  เมืองที่ไร้ผู้มาเยืือนโดยทางรถไฟ  เพราะเป็นจังหวัดเดียวในผืนดินไทยที่ไร้ทางรถไฟผ่าน   และเป็นเมืองที่เรายืนมองประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าได้ด้วยตาเปล่า

สายลมหนาวยามเย็นแห่งอันดามัน  พัดพาทิวไม้และสายฝนให้ระคนตามรายทาง  หัวใจที่อ้างว้างพลันอบอุ่น  ในทันทีที่ได้กรุ่นไอของบ้านเกิดที่เคยนอนตั้งแต่อ้อนแต่ออก  รถแล่นผ่านป้ายขนาดใหญ่ริมทาง พร้อมรอยยิ้มอย่างเผลอ ๆ  เมื่อหันไปเจอข้อความ   ‘ยินดีต้อนรับสู่  จังหวัดระนอง’

เข้าสู่ตัวเมืองได้ไม่นานก็ถึงบ้านคุณยายที่อยู่ใกล้ ๆ กับโรงเจ   ในทุก ๆ ปี  จะมีการรวมญาติกันที่นี่  ลูกหลานล้วนแล้วแต่ถือศิลกินเจกันทุกคน   จึงได้นัดหมายมาเจอกันก่อนสิ้นสุดวันกินเจสามวันของทุกปี

จอดรถไว้ข้างโรงเจ  ตัวอาคารสีแดงตกแต่งด้วยธงเหลือง  ดูเข้ากันกับชุดขาวบริสุทธิ์ของผู้คนที่พลุกพล่านอยู่ตรงลานด้านหน้า   รอบ ๆ  รายล้อมไปด้วยรถเข็นและแผงขายอาหารเจกระจายอยู่ตามมุมต่าง ๆ

“พี่คะ… แวะมาอุดหนุนกันก่อนสิ”   แว่ววจีของนารีที่เรียกขาน   สายตาหวานทำให้ใจพี่หายหนาว   พลันเห็นภาพนิมิตรสะกิดพราว   ราวแม่นางเสี่ยวเกี้ยวผู้เปลี่ยวใจ   อยากเข้าไปชิงชัยในสามก๊ก  อยากยกทัพแซงโจโฉผู้ยิ่งใหญ่   เพื่อชิงนางจากจิวยี่ที่แดนไกล   เพื่อคลองใจแม่นางกลางผาแดง

“อ้าวน้อง..  ไม่ได้เจอกันนานเลย  เรียนจบแล้วเหรอ”  ตื่นจากภวังค์  แล้วเดินไปยังแผงขายกล้วยแขก

“จบแล้วค่ะ  แต่ยังไม่ีมีโอกาสได้ใช้วิชาที่เรียนมาเลยพี่  ช่วงนี้ก็ออกมาขายแทนแม่” เธอก้มหน้าก้มตาทอดกล้วยแขกในกระทะใบใหญ่  น้ำเสียงอ่อย ๆ บ่งบอกได้ถึงความน้อยใจในอาชีพที่ทำ

“โธ่น้อง..  ไม่เห็นว่าจะเป็นไรเลย   ใช่ว่าเราจะต้องทำงานให้ตรงสิ่งกับที่เรียนมาเพียงอย่างเดียวนี่  ดูอย่างกล้วยที่วางอยู่บนโต๊ะนั่นสิ  มันมีไว้ทอดกล้วยแขกอย่้างเดียวซะเมื่อไหร่”

… กล้วยหนึ่งหวี  ยังมีดี  ตั้งหลายอย่าง …

… จะปิ้งย่าง  เืชื่อมน้ำตาล  ก็ทานได้ …

… คนหนึ่งคน  ยังมีดี  ตั้งมากมาย …

… ใช่เกิดมา  เพื่อสิ่งใด  เพียงสิ่งเดียว …
“แล้วพี่ล่ะคะ  หายไปอยู่ที่ไหนซะตั้งนาน”  เธอถาม

“ไปเปิดร้านคอมฯ อยู่ที่สุราษฎร์ฯ สองสามปีแล้ว   วันนี้ญาติ ๆ เค้านัดมางานกินเจกัน  นี่ก็เพิ่งมาถึง ลงรถมาก็เจอน้องนี่ล่ะ”

“เดินทางเป็นยังไงบ้างคะ  ฝนตกรึปล่าว  ช่วงนี้ที่ระนองฝนตกบ่อยมาก”

“ก็มีบ้าง  แถว ๆ นอกเมืองน่ะ   มีฝนตกลงมาเป็นบิดาหลินปิง ด้วย”

“ห๊า..  ยังไงคะ”

“อ๋อ..  ก็มีฝนตกลงมาเป็น ‘ช่วง ๆ’  น่ะ”

“โห… พี่…  เล่นยังงี้เลยเหรอ   หนูว่าพี่มาช่วยหนูทอดกล้วยแขกดีกว่า”

“ก็อยากจะช่วยนะ  แต่ว่าทำไม่เป็น”

“ไม่ยากหรอกพี่  ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากซะอีก”

“แต่พี่ว่าปอกกล้วยเ้ข้าปากมันยากไป   เปลี่ยนเป็นปอกความรักเข้าหัวใจได้มั้ยจ๊ะ”

Tag : ใช่เกิดมา เพื่อสิ่งเดียว

… นินทาปราศรัย …

Posted On 2010-01-17 11:15:24 in เรื่องทั่วๆ ไป

… กระจอ งอแง …

          เสียงเซ็งแซ่จากทารกน้อย   ที่ซบหน้าในอ้อมอกของสาวสวนยางนางหนึ่ง     ขณะรอซื้อของอยู่หน้าร้านขายของชำตรงห้องแถวปากซอยทางเข้าสวน    เจ๊เจ้าของร้านหยิบปลากระป๋องและไข่ไก่อีกสามฟองใส่ถุงแล้วยื่นให้พร้อมเงินทอน    สาวลูกอ่อนรับเศษเหรียญใส่ลงไปในถุงเดียวกันกับของที่ซื้อ    แล้วประคองลูกน้อยเดินเข้าไปในซอยสู่ปลายสวน

          “สวัสดีครับเจ๊…  รู้จักบ้านคุณลุงที่ขายดอกไม้อยู่ในตลาดมั้ยครับ”  ถามไถ่เจ้าของร้านเมื่อเห็นว่าว่างจากลูกค้า         

           “โน่นแน่ะ..   ที่ประตูปิดอยู่น่ะ”   เจ๊ร้านชำชี้ให้ดูห้องที่สองจากริมสุด   ก่อนหยิบถุงขนมขึ้นแขวนตรงประตูเหล็กที่เลื่อนออกมาเล็กน้อย

          “แล้วลุงแกไม่อยู่เหรอครับ   ผมว่าจะเอาคอมฯ มาส่ง    เมื่อวานแกเอาไปซ่อมไว้”

          “คงอยู่ในบ้านกับหลานชายแกนั่นล่ะ   ไม่ค่อยออกมาสุงสิงกับใครหรอก  ตั้งแต่ลูกสาวตามผู้ชายไปกรุงเทพ ฯ ”

 

          จอดรถไว้หน้าร้านชำ   ยกคอมฯ ไปห้องที่ลุงอยู่     กระถางโป้ยเซียนดอกขาวเกษรเหลือง  สายพันธุ์บัลลังก์เงิน วางเรียงกันหลายกระถางตรงชายคาหน้าบ้าน   ประตูเหล็กด้านหน้าปิดไว้  แต่มองด้านในยังเห็นแสงไฟสว่าง   

          “เข้ามาสิ..  เห็นตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว    คงจะยืนฟังเจ๊นั่นนินทาลุงอยู่ล่ะสิ”   คุณลุงถามนำ   เสียงออกจะขำ ๆ อยู่ในลำคอ

          “อ้าว..   ลุงรู้ด้วยเหรอ”

          “รู้สิ..  แกชอบนินทาเค้าไปทั่วล่ะ   ลูกลุงไปเรียนกรุงเทพ ฯ แล้วไม่ค่อยได้กลับบ้าน  แกก็พาลหาว่าตามผู้ชายซะงั้น”

          “แล้วลุงไม่โกรธรึไง”  ถามลุงกลับไป  คล้ายจะโกรธแทน

          “นี่พ่อหนุ่ม…  เคยไปส่งคอมฯ ให้บ้านที่เลี้ยงหมามั้ย”  แกถามกลับ

          “เอ่อ…  เคยสิครับ   แต่ผมก็ไม่ได้สนใจหรอกนะ  มันก็แค่เห่าไปตามประสาน่ะ”

          “นั่นไงล่ะ…  ก็รู้เหมือนกันนี่…”   คุณลุงพยักหน้าให้  ด้วยใบหน้าเปื่อนยิ้ม

          จริงสินะ…

          … หมาเห่าเป็นเรื่องธรรมดา   เราจะไปถือสาอะไร …

          … แล้วกับคนที่นินทาปราศรัย …

          … เราจะไปสนทำไม   เพราะมันคงไม่ต่างอะไรกัน …

 

          ส่งคอมฯ บ้านคุณลุงเสร็จแล้ว     แต่ไม่แคล้วโชคชะตามาขีดเส้น     ถูกแผลงศร ตรงมาปัก รักกระเซ็น     เมื่อได้เห็นนงคราญหน้าร้านชำ

          “ไปไหนคะพี่”   เธอคนนั้นหันมาทักเหมือนรู้จักกันมาก่อน

          “เอาคอมฯ มาส่งที่บ้านลุงเค้าน่ะ”  ตอบเธอไป  ทั้งที่ยังสงสัยว่าใครกัน

          “แหม..  ไม่ต้องทำหน้างงหรอกค่ะ   หนูเคยเห็นพี่  แต่พี่ไม่เคยเห็นหนูหรอก”

          “เคยเจอพี่ทีไหนล่ะ”

          “หนูอยู่ที่ศูนย์เด็กเล็กข้างเทศบาล    เคยเห็นพี่ไปซ่อมคอมฯ ที่เทศบาลบ่อย ๆ ”

          “อ๋อ…  แล้วน้องทำงานที่ศูนย์เด็กเล็กเหรอ”

          “สอนคอมฯ ให้เด็ก ๆ น่ะค่ะ   
            ว่าง ๆ พี่แวะไปช่วยสอนเด็ก ๆ บ้างก็ได้นะ    เผื่อว่าจะได้มีโอกาสร่วมงานกัน”

          “แหม…   ถ้าจะให้ร่วมงาน   คงต้องรอให้ว่างซักนิด
            แต่ถ้าจะให้ร่วมชีวิต   พี่ว่างตลอดครับ”

Tag : นินทาปราศรัย

… ละอองของความห่วงใย …

Posted On 2010-01-16 15:39:58 in เรื่องทั่วๆ ไป

 … สายฝนโปรยปราย  หัวใจเปียกปอน …

          ละอองฝนเริ่มจับตัวบนกระจกใสหน้าร้านขายแผ่นหนังดีวีดี    สีขาวมัวของไอหนาวทำให้ภาพผู้คนและการสัญจรบนท้องถนนด้านนอกจืดจางลง    ตรงริมประตูด้านในดูสดชื่นด้วยไม้ประดับใบใหญ่สีเขียวเข้มของเฟิร์นข้าหลวงที่อยู่ในกระถางดินเผาสีน้ำตาลทรงกลม     ทำให้บรรยากาศน่ารื่นอารมณ์ในการเดินเลือกชมหนังดี  ๆ ซักเรื่อง

          ชั้นวางอยู่ห่างจากเคาเตอร์ไม่มากนัก   มีหนังใหม่จัดเรียงไว้ได้อย่างสะดุดตา   แต่ด้วยเจตนาที่จะมาหาหนังเรื่องโปรด  จึงไม่ได้สนใจหนังใหม่เท่าไรนัก   เดินตรงไปยังมุมหนังไทยฝั่งซ้ายใต้แอร์    กวาดสายตามองหาปกดีวีดีโทนสีน้ำตาล  ด้านหน้ามีรูปหญิงสาวผู้เป็นที่รัก  พิงพักอยู่ในอ้อมอกอันอบอุ่นและกรุ่นไปด้วยความห่วงใย  จากชายหนุ่มผู้กำลังอ่านจดหมายในมือ

          หนาวหัวใจทุกครั้งเมื่อใกล้ค่ำ  หนึ่งถ้อยคำในจดหมาย   ยังคงตรึงใจตั้งแต่ได้ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรก    ไม่แปลกใจที่นึกหลงไหลถ้อยคำนี้    เพราะทุกทีที่คิดถึงใคร ก็อดที่จะหนาวหัวใจไม่ได้ซักครั้ง   จนบางครานึกอยากจะเขียนจดหมายซักใบ   ส่งไปขอความห่วงใยจากใครบางคน   

          มองออกไปนอกกระจกหน้าร้าน…    ละอองฝนบางบนฟ้า   โปรยลงมาในห้วงความคิด…

          … ละอองฝนสร้างความสดชื่นได้ฉันใด …

          … ละอองของความห่วงใย  ก็สร้างความสุขใจได้ฉันนั้น …

 

          เดอะเลตเตอร์  จดหมายรัก   หนังที่กำลังมองหาวางอยู่ด้านขวาแถวบน    ทว่าไม่ทันที่จะเอื้อมมือไปหยิบ   ก็มีเสียงกระซิบมาจากข้างหลัง   

          “หาหนังเรื่องอะไรคะ   ให้ช่วยหามั้ย”    พนักงานสาวหน้าตาดีปรี่มาหา     ผมหน้าม้า แว่นตากลม อมยิ้มสวย     ยิ่งเธอส่งสายตาใจระทวย    แทบจะป่วยล้มพับกับอกเธอ

          “เป็นหนังไทยครับ…     ผมจำชื่อเรื่องไม่ได้”

          “แล้วเรื่องเป็นยังไงพอจะทราบมั้ยคะ”

          “เป็นหนังรักครับ   รู้สึกว่าเรื่องนี้พระเอกจะมาพบรักกับนางเอกในร้านขายแผ่นดีวีดี”

          “เอ้…  ไม่คุ้นเลย   มีด้วยเหรอคะเรื่องนี้”

          “มีสิ…”

          “เรื่องอะไรคะ”

          “ก็…..   เรื่องรักของเราสองคนไงครับ”

Tag : ละอองของความห่วงใย

… ร่มรื่น คืนสู่โลก …

Posted On 2010-01-15 11:54:04 in เรื่องทั่วๆ ไป

… ร่มรื่น ชื่นใจ …

ความรู้สึกที่รับรู้ได้จากต้นไม้หลากหลายพันธุ์ที่ปลูกเรียงกันอยู่เป็นแถว มองเห็นตลอดแนวรั้วของโรงเรียนประถมในหมู่บ้านเล็ก ๆ ลำต้นสูงใหญ่และใบหนาช่วยสร้างร่มเงาได้เป็นอย่างดีในเวลาที่แดดจัด อาจจะมีบ้างบางต้นประปรายที่ยังไม่ยังไม่โตเต็มวัย แต่นั่นก็แสดงให้เห็นถึงความร่มรื่นชื่นใจในอนาคต ซึ่งถูกกำหนดโดยสองมือน้อย ๆ ของเด็กประถมในโรงเรียน

ริมสนามฟุตบอลหน้าอาคารเรียน มีครูและนักเรียนกำลังวุ่นอยู่กับกิจกรรมบางอย่าง เด็กชายในเสื้อขาวกางเกงกากีหลายคน นั่งขุดดินรอบ ๆ แนวสนาม เด็กหญิงช่วยกันนำต้นกล้าไม้ไปวางไว้ตามหลุม ครูน้อยครูใหญ่ช่วยกันดูแลและควบคุมอย่างใกล้ชิด นี่คงเป็นกิจกรรมดี ๆ ที่ทำด้วยความมีจิตสำนึกต่อธรรมชาติ

“คุณครูครับ สวัสดีครับ” เดินเข้าไปทักครูภาษาไทย ที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะหินอ่อนใต้ต้นสน

“สวัสดีค่ะช่าง เอาคอมฯ มาส่งเหรอคะ” เธอหันมาต้อนรับพร้อมกับรอยยิ้ม

“ครับ.. ผมเอาไปติดตั้งให้ที่ห้องพักครูเรียบร้อยแล้ว
เอ๊ะ.. วันนี้เค้ามีกิจกรรมอะไรกันเหรอครับครู”

“รณรงค์ลดโลกร้อนกันน่ะคะ ก็เลยให้เด็ก ๆ มาช่วยกันปลูกต้นไม้ นี่ก็ว่าจะเขียนคำขวัญไปติดไว้ตามต้นไม้ด้วย น่าจะปลุกจิตสำนึกให้กับชาวบ้านได้บ้าง” ครูสาวเล่าให้ฟัง แล้วนั่งลงที่ม้าหินอ่อน บนโต๊ะมีไม้กระดานอัดตัดไว้รอเขียน พู่กันหลายขนาดวางอยู่ข้างกระป๋องสี

“งั้นให้ผมช่วยคิดคำขวัญนะครับ หรือจะให้ช่วยเขียนด้วยก็ได้ ผมเขียนป้ายเป็นนะ”

“จริงเหรอคะ.. ช่างเขียนป้ายคำขวัญได้ด้วยเหรอ”

“แหม… อย่าว่าแต่ป้ายคำขวัญเลยครับ ให้เขียนป้ายแต่งงานก็ยังไหว จะลองดูมั้ยล่ะ”

“อุ๊ย.. ไม่ดีกว่าค่ะ”

จากบ่ายกว่า ๆ จนถึงเวลาเย็น แผ่นกระดานอัดที่เห็น กลายเป็นป้ายคำขวัญ…

… ลดความเห็นแก่ตัวลง ก็คงลดความร้อนโลกของได้ …

… ถ้าเราทำร้ายโลก โลกก็จะทำร้ายเรา …

… ถ้าเราดูแลโลก โลกก็จะดูแลเรา …

… คืนธรรมชาติให้กับโลก แล้วโลกก็จะคืนความสุขให้กับมนุษยชาติ …

“ต้องขอบคุณช่างมาก ๆ เลยค่ะ ทั้งช่วยคิด ทั้งช่วยเขียน” เธอมอบคำชื่นชมแล้วอมยิ้ม แก้มนิ่ม ๆ นวลใจใคร่ถนอมแม้นแก้มนางเป็นดอกไม้ใคร่ดมดอม จะขอหอมโฉมฉินจนสิ้นใจ

“ไม่เป็นไรครับ มีอะไรให้ช่วยอีกก็บอกได้นะ”

“อยากจะได้คำขวัญอีกน่ะค่ะ ยังมีมั้ยคะ”

“เอ่อ… ถ้าเป็นคำขวัญคงต้องคิดซักพัก
แต่ถ้าเป็นคำว่ารัก ได้เดี๋ยวนี้เลยครับ”

Tag : ร่มรื่น คืนสู่โลก

… ชีวิตกับนาฬิกา …

Posted On 2010-01-14 12:42:01 in เรื่องทั่วๆ ไป

ตื่นเช้า…  ทำงาน… กลับบ้าน… นอน…”
ตื่นเช้า…  ทำงาน… กลับบ้าน… นอน…”

คำพูดพร่ำซ้ำประโยคเดิมของกรรมกรหนุ่มผิวกร้าน ที่นั่งมวนใบยาสูบอยู่หน้าอาคารเรียนสร้างใหม่ ข้าง ๆ มีปูนซีเมนต์กองอยู่ติดผนังก่ออิฐที่ยังไม่ได้ฉาบผิว เครื่องมือเครื่องไม้วางอยู่กระจัดกระจายบนพื้น คนงานหลายคนกำลังพักเหนื่อย บ้างดื่มน้ำแก้กระหาย บ้างเอนกายคลายเมื่อยล้า

“น้าทำงานนี้มานานแล้วเหรอครับ” ไถ่ถามกรรมกรหนุ่ม ด้วยความอยากรู้ถึงสาเหตุที่พร่ำบ่น อีกทั้งยังต้องรอให้หมดชั่วโมงเรียนก่อน ถึงจะได้เข้าไปซ่อมคอมฯ ให้คุณครูที่นัดมาดูเครื่อง

ทำมา กว่าสิบปีแล้ว ก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ชีวิตก็วนเวียนอยู่แค่นี้ เวลาก็วนเวียนอยู่แค่นี้ น้ำเสียงเบื่อ ๆ ยังคงแสดงออกอย่างต่อเนื่อง ควันจากมวนยาสูบคละคลุ้งออกจากปากเป็นระยะ

“แล้วนี่เลิกงานรึยังครับ เย็นมากแล้ว เห็นยังไม่กลับกันเลย”

“เดี๋ยวเก็บของเสร็จก็เลิกแล้ว แต่คงต้องรอรับลูกชายก่อน เรียนอยู่ที่นี่แหละ ป.6 แล้ว ปีหน้าว่าจะให้เข้าไปเรียนม.ปลาย ในเมือง” แกพูดถึงลูกชายด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มอย่างไม่รู้ตัว พลางลุกขึ้นเก็บเครื่องมือใส่ลังไม้

“งั้นผมว่าน้าไม่ได้ย่ำอยู่กับที่หรอกครับ อย่างน้อยงานน้าที่ทำอยู่ ก็ช่วยให้ลูกชายได้ก้าวหน้าทางการศึกษานี่ครับ”

“อืม….” แกพูดสั้น ๆ ขณะหันไปมองลูกชายที่กำลังวิ่งมา

กรรมกรหนุ่มยิ้มอย่างรู้ตัวและเข้าใจในชีวิต…

… ทั้งเวลาและตัวเรา กำลังก้าวเดินไปข้างหน้า 

… จะมีก็แต่นาฬิกา ที่หมุนวนอยู่กับที่ 

“งั้นผมขอตัวไปดูเครื่องให้ครูเค้าก่อนนะครับ เด็ก ๆ เริ่มเลิกเรียนกันแล้ว” บอกลาเสร็จสรรพก็จับกระเป๋าสะพายคล้องไหล่ขวา เดินมุ่งหน้าไปห้องพักครู

“อ้าวช่าง.. สวัสดีค่ะ” ยังเดินไปไม่ถึงห้องก็ต้องตะลึงงัน เมื่อเสียงนางในฝันนั้นแว่วใส ครั้นเห็นดรุณีผลิยิ้มกระหยิ่มใจ นึกว่าใคร นางในฝัน นั้นคือครู

“ครับ.. สวัสดีครับ.. ผมว่าจะไปหาครูที่ห้องอยู่พอดี” ตอบรับคำทักทายอย่างใสซื่อ

“เพิ่งจะสอนนักเรียนเสร็จเมื่อครู่นี่เองค่ะ วันนี้เลิกช้านิดนึง” เธอบอกให้ฟัง ขณะเดินเคียงข้างไปยังห้อง

“ครูสอนวิชาอะไรครับ” ผมถาม

“วิชาภาษาไทยค่ะ เดี๋ยวนี้เด็กใช้ภาษาไทยกันไม่ค่อยถูกกัน” ครูส่ายหน้าอย่างระอาเด็กไทย

“ผมเองก็เขียนไม่ถูกเป็นบางคำน่ะครับ”

“คำไหนคะ ถามได้ค่ะ”

“เอ่อคือ….
คำว่า เจ้าฉู๊’ นี่เขียนยังไง 
ผมสะกดไม่เป็นครับ”

Tag : ชีวิตกับนาฬิกา



Previous| Next